[เรื่องย่อ] Shinkyoku Soukai Polyphonica THE BLACK Kinetic Novel : Episode 1 (Part 0)
posted on 04 Aug 2009 13:34 by darkneon in LightNovel, Translation- สามารถนำบทความนี้ไปเผยแพร่ที่อื่นได้หรือไม่?
ได้ค่ะ แต่กรุณาลิงค์กลับมาที่นี่ด้วย อยากได้คนคอมเมนต์อ่ะ เป็นกำลังใจ TwT แค่ลิงค์กลับมามือไม่ด้วนหรือถึงขั้นเสียชีวิตหรอกนะคะ ใช่มั้ย???
- Kinetic Novel คือ?
นิยายแบบดิจิตอล สำหรับอ่านบนคอมหรือดูกับเครื่องเกม มีภาพ มีดนตรีและเสียงพากย์ประกอบ
- นอกจากโพลิโฟนิก้าซีรีส์แล้วยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?
ลองดูที่ http://www.kineticnovel.jp ค่ะ
คำเตือนก่อนอ่าน
กรุณาทำใจกับสำนวนคนแปล และอาการโฮกฮากวี้ดว้ายที่อาจแทรกๆ ลงไปในบทความด้วยนะคะ ขอออกตัวก่อนว่าเจ้าของบล็อกก็ไม่ได้เก่งเด้อ ไม่ได้แปลนะคะ แค่สรุปเฉยๆ เพราะถ้าแปล เจ้าของบล็อกคงหัวหงอก ไม่ต้องทำมากินอะไรแล้ว เหอๆ
Episode 1 | Part 0 | Part 1
| Part 2 | Part 3 | Part 4 | Part 5
Episode 2 | Part 0 | Part 1 | Part 2 | Part 3 | Part 4 | Part 5 | Part 6
อ่าน Crimson Series | Read
อ่าน White Series | Read
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มาถึงอีกซีรีส์แล้ว ซีรีส์ที่ดิฉันก็โฮกในภาพ illust...ภาคดำนั่นเอง
ภาคดำก็เป็นอีกภาคที่ให้กลิ่นอายค่อนข้างหลุดออกไป ธีมของภาคดำจะออกไปในแนวมืดๆ เครียด และกดดันค่ะ สมชื่อภาคดำจริงๆ ส่วนตัวเจ้าของบล็อก รู้สึกว่ามันหลุดจากโพลิโฟนิก้าที่รู้จักไปเยอะพอสมควรเลย...ก็เอาเถอะ ใครอยากรู้เรื่องลองอ่านกันดูนะ
เราจะแบ่งพาร์ทตามตัวเรื่องเลยนะคะ พอดีเขาแบ่งมาให้แล้ว ก็จะประมาณ ep ละ 5-6 part บางพาร์ทก็สั้น บางพาร์ทก็ยาว ^^' มีเอนทรี่ไว้ลงแก้ขัดอีกบานเลย กร๊าก
เอาล่ะ คำเตือนก่อนอ่าน
1) คนแต่งคนละคนอีกเช่นเคยนะคะ ภาคดำแต่งโดยคุณ Osako Junichi ค่ะ รู้สึกว่าจะซี้กับ อ.ซาคากิเหมือนกัน เพราะตัวละครยาดิโอกับดิเอสในภาค Crimson นี่ ก็ได้ อ.จุนอิจิเป็นคนออกแบบลักษณะนิสัยให้ w แถมเจ้ายาดี้กับดิเอสนี่นิสัยก็ถ่อยๆ พอกันเลย กร๊าก (ดิเอสนี่คู่กัดฟ้าประทานของโคตี้เลยล่ะ w)
2) เนื้อเรื่องออกแนวเรื่อยๆ นะคะ ไม่มีอะไรให้ลุ้นเท่าไหร่ เพราะ Episode 1 เป็นบทเริ่มตอนที่มาเทียเจอมานากะ ส่วน Episode 2 ก็เป็นการไขคดีเคสหนึ่ง แล้วมาเทียจะได้เจอกับเชลิก้า (อันนี้เอาไปรีไรท์ลงในโนเวลเล่ม Memoirs Black อีกที) ดิฉันก็อ่านจบได้เพราะมีมาเทีย กร๊าก
3) มันแทบจะหลุดออกไปเลยจริงๆ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเทพและซีรีส์อื่นเท่าไหร่เลย ยกเว้นลุงมานากะนี่แหละ ขนาดโคตี้กว่าจะโผล่ก็ปาไปเล่ม Adoration Black =w= ไม่คาดหวังว่าจะมีคนเมนต์เยอะ เพราะขนาดคนทำเองยังแทบหลับตอนอ่าน
==============================================================
เวลา 4 ทุ่ม เหนือน่านฟ้าของโซลเท็ม เครื่องบินโดยสารเที่ยวสุดท้ายกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองทอร์วัสท่ามกลางพายุฝน แม้มันไม่ใช่พายุที่รุนแรงขนาดทำให้ตัวเครื่องเสียหาย แต่ก็เกิดการสั่นบ้าง มีเสียงลอดเข้าไปจนถึงที่นั่งผู้โดยสารบ้าง
ที่นั่งผู้โดยสาร มีหนูน้อยคนหนึ่งมองออกไปข้างนอก จากตรงนี้มองเห็นใบพัดเครื่องบินอย่างชัดเจน
เสียงฟ้าผ่าดังครืนในระยะใกล้ๆ กับเครื่องบิน มีเสียงผู้โดยสารบางคนพูดว่า
"เฮ้ยๆ เครื่องบินคงไม่ตกหรอกนะ"
"ไม่เอาน่า อย่าพูดอะไรน่ากลัวสิ"
"ขอโทษๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า นี่ไง จะลงจอดแล้ว"
เด็กหญิงนึกในใจ...งั้นเหรอ จะลงจอดแล้วสินะ จะลงจอดได้อย่างปลอดภัยแล้วสินะ............
เด็กหญิงกำวัตถุโลหะชิ้นหนึ่งในมือไว้แน่น มันคือ "เครื่องราง" ของเธอ
มีแสงสว่างวาบจากนอกหน้าต่างอีกครั้ง หนึ่งครั้ง...สองครั้ง...ครืนนนนนน แต่อยู่ๆ ก็มีมือเลื่อนมาปิดมู่ลี่ พอเด็กหญิงมองไม่เห็นใบพัด เธอจึงเหลือบไปมองข้างๆ
"มีอะไร!?"
".....ไม่มีค่ะ"
"เฮอะ! ทำตัวมืดมนก็เท่านั้น พูดจางึมงำไม่พอ แถมยังดี๊ด๊าตอนเห็นฟ้าผ่าอีก ตัวปัญหาจริงๆ"
เด็กหญิงนึกในใจ....อีกแล้ว คนคนนี้ก็เกลียดฉัน
รู้งี้มันน่าจะตกให้รู้แล้วรอดไป......
ในห้องบังคับการ คนขับทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศที่ผิดปกติไป ทั้งที่พยากรณ์อากาศบอกไว้ว่าอากาศแจ่มใสแท้ๆ
"เพราะอีกฝ่ายคือแม่มดแห่งโซลเท็มน่ะสิ"
มันคือตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาภายในหมู่ผองเพื่อนนักบิน
มีแม่มดอาศัยอยู่ในหุบเขาโซลเท็ม
ว่ากันว่าพวกภูตที่มุสสอร์กสกี้ใช้เพลงศักดิ์สิทธิ์เรียกออกมาในคราว "สงครามสามประเทศ" ได้กลายเป็นแม่มด และเดินพล่านใฝ่หาเลือดอยู่ ณ จุดนี้
ไอ้เรื่องภูตกลายเป็นแม่มดล่ะว่าไปอย่าง แต่ในความจริงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบริเวณหุบเขาโซลเท็มหลายครั้งหลายหนแล้ว มันไมไ่ด้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ว่าหากจะไปเมืองทอร์วัสจะต้องผ่านหุบเขานี้เสมอทุกครั้ง
มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้อยู่เหมือนกัน
การจะลงจอดเครื่องบินต้องผ่านน่านฟ้าโซลเท็ม และในวันที่สภาพอากาศแย่จะต้องลดระดับลงบินต่ำใต้ก้อนเมฆ แถมในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้งมักมีสาเหตุจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากฟ้าผ่าทำให้มิเตอร์แปรปรวน
ผู้ช่วยนักบินชี้ให้กิโด หัวหน้านักบินดูอะไรบางอย่างภายนอก แต่ผู้ช่วยนักบินก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร...
ดึกดื่นกลางสายฝนเนี่ยนะ?
ฟ้าผ่าเปรี้ยงมาอีกหนึ่งตูม กิโดเห็นอะไรบางอย่างบินเทียบเคียงกันมา ถ้าเป็นเครื่องบินล่ะก็มันอยู่ห่่างกันไม่เกิน 1 กิโลเมตรด้วยซ้ำ! เขาโยกคันบังคับหลบในทันที แล้วก็ติดต่อไปยังหอบังคับการเมืองทอร์วัสพร้อมกับสอบถามว่าในตอนนี้มีเครื่องบินลำอื่นบินอยู่ข้างๆ รึเปล่า
คำตอบที่ได้มาคือ เป็นเครื่องบินจากสายการบินระหว่างประเทศบินอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตก 80 km แต่กิโดยืนยันว่าเขาเห็นมันด้วยตาเปล่า คำตอบจากหอบังคับการบอกมาว่าไม่มีอะไรบนเรดาร์เลย ไม่ใช่ว่ากิโดตาฝาดไปเองเหรอ?
สิ่งที่กิโดเห็นเมื่อกี้ เขาคิดว่ามันเป็นเครื่องบิน จึงตัดสินว่ามันน่าจะอยู่ห่างไม่เกิน 1 km
แต่ถ้ามันเป็นสิ่งเล็กมากจนเรดาร์จับสัญญาณไม่ได้ล่ะ?
แปลว่ามันต้องอยู่ใกล้กว่านี้น่ะสิ!
กิโดถามว่าใช่ภูตหรือเปล่า คนจากหอบังคับการก็ตอบมาอย่างเดิมว่าไม่มี...ไม่ใช่นก ไม่ใช่เครื่องบิน ไม่ใช่ภูต แล้วมันคืออะไร?
ฟ้าผ่าครืนเกิดแสงวาบไปทั่วอีกครั้ง ผู้ช่วยคนขับร้องเตือนกิโดว่าบางสิ่งกำลังพยายามอ้อมไปด้านหน้าเครื่องบิน
บางสิ่งบางอย่างที่มีรูปร่างผิดธรรมดา มองกะคร่าวๆ แล้วความสูงไม่น่าเกิน 3 เมตร เรดาร์จึงไม่สามารถจับสัญญาณได้ ไม่ใช่นก ไม่ใช่เครื่องบิน แถมกิโดยังไม่เคยเห็นภูตหน้าตาแบบนี้
แล้วมันคืออะไร!?
ไฟสีดำ ไม่สิ...ถ้าบอกว่าผ้าขี้ริ้วโทรมๆ สีดำอาจใกล้เคียงกว่า
สัตว์ประหลาด! แถมบนตัวของมันยังมีใบหน้ามากมาย! ใบหน้าหลายสิบ หลายร้อย หลายพันลอยขึ้นมา ไหลไป บิดเบี้ยวอยู่ลนร่างสีดำนั่น ทุกใบหน้าต่างอ้าปากค้าง เบิกตาโพลงด้วยความเจ็บปวด
"สิ่งนั้น" อยู่ห่างจากที่นั่งคนขับแค่ 10 เมตร แล้วมันก็บินเปลี่ยนทิศหายไปเบื้องหน้า คนขับทั้งคู่ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งใจ คนจากหอบังคับการถามว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่คุยกันอยู่นั่นเองมีเสียงตะโกนจากผู้ช่วยคนขับ
"มันกลับมาแล้วครับ!"
"ว่าไงนะ!?"
"เจ้านั่น" พุ่งมาหาด้วยความเร็วสูง หลบไม่ทันแล้ว...
สิ่งสุดท้ายที่กิโดเห็น คือ
ดวงตาทั้งสองที่ส่องประกายวูบวาบ เขี้ยวอันน่าสยดสยอง
กรงเล็บโค้งงอ
และใบหน้าที่กรีดร้องจำนวนมาก
กลัวเสียงเอฟเฟคต์สัตว์ประหลาดโว้ย ใส่มาไมวะ T^T
ตอนที่ตัวเครื่องสั่นโคลงจากแรงระเบิดกับแรงชน เด็กหญิงหยั่งรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณทันที
คำอ้อนวอนของเธอส่งไปถึงแล้ว...
หลอดส่งออกซิเจนเหนือที่นั่งผู้โดยสารร่วงหล่นไปยังด้านหลัง เด็กหญิงเปิดมู่ลี่ออกดูนอกหน้าต่าง เธอมองเห็นปีกหลักของเครื่องบิน ผู้ชายที่ใส่ชุดนักบินกระเ็ด็นออกไปนอกหน้าต่างในสภาพเลือดท่วม
ตรงที่นั่งของหญิงสาวที่กังวลฟ้าผ่า มีรอยแยกปรากฏขึ้น และรอยแยกขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ อากาศภายนอกไหลเข้ามาในตัวเครื่อง
"กรี๊ด!"
ผู้โดยสารสาวคนนั้นเหลือแค่เพียงเสียงกรีดร้องทิ้งไว้ ส่วนร่างกายของเธอปลิวหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน
ท่ามกลางเสียงที่กระดูกคอเหมือนจะหักออกไป ในสายลมกรรโชกราวพายุ และเสียงกรีดร้องของผู้โดยสารที่เหมือนถูกกระชากวิญญาณ เด็กหญิงหลับตาลงเงียบๆ ในมือก็กำ "เครื่องราง" ของเธอเอาไว้
"ขอบคุณค่ะพระเจ้า ขอโทษนะคะทุกคน คุณพ่อ คุณแม่ อีกเดี๋ยวเราจะได้เจอกันแล้วค่ะ"
วินาทีต่อมา โบกี้ 231 ได้แยกเป็นชิ้นส่วนกลางอากาศบนน่านฟ้าเหนือหุบเขาโซลเท็ม
เอา OP ไปดูซะ ฮ่าๆ
รักมาเทียค่ะ....
Continue to Episode 1 - Part 1 -
เอ่อ จะบอกยังทำสต๊อกไว้ไม่ถึงไหนเลย ฉะนั้นมันอาจมาช้ามากถึงมากที่สุดนะคะ กร๊าก
==============================================================
- มีพูดถึงอีกแล้ว สงครามสามประเทศ...หมายถึงสงครามใน Memories White แน่ๆ
- นางเอกเรา....มืดมนได้อีกค่ะ ฮาาาาา
- จากภาพ illust แสง เงา ดนตรีประกอบ มันออกกลิ่นอายตะวันตกๆ แบบคาวบอยชอบกล (เหอๆ) รู้สึกหลุดจากภาคแดงกับขาวไปเยอะมาก แถมไม่รู้จะตัดจอให้มันเป็น 16:9 ทำไม ทำเป็นฮอลลีวู้ดไปได้ =w=
- มุสสอร์กสกี้ ムソルグスキー Mussorgsky ชื่อนี้มีปรากฏในโนเวลของภาคแดงเหมือนกัน เป็นชื่อที่พวกก่อการร้ายคุยกันประมาณว่าเป็นนักดนตรีที่มาจาก "อีกโลกหนึ่ง" ค่ะ แถมคนจาก "อีกโลกหนึ่ง" ที่ว่า ดูท่าจะมีเยอะซะด้วย แล้วใครเป็นคนพามาล่ะ??? ประตูสู่อีกโลกมีแต่พวกเทพที่เปิดได้ด้วยนี่ หรือจะเป็น....
ARIA

















โซโฮกมั่กๆ
เปิดเรื่องอึมครึมมาแล้วแฮะ..= ='
มามืดมนกันเถอะ...ฮิ้ววว...
#1 By rey on 2009-08-04 19:54