จบลงไปอีกหนึ่งเรื่องกับ Yoku Wakaru Gendai mahou อนิเมที่ทำจากไลท์โนเวล เป็นอีกเรื่องที่เราชอบเหมือนกัน เพราะคนเขียนไอเดียกระฉูดดีมาก แถมตัวละครแต่ละตัวก็มีเสน่ห์ต่างกันไป มาดูกันดีกว่าค่ะว่าในอนิเมกับโนเวลต่างกันตรงไหนบ้าง!

รูปทั้งหมดจาก official site ค่ะ http://www.gendaimahou.com

 

มีสปอยเลอร์ด้วยนะคะ ถือว่าทุกคนดูจบหมดแ้ล้ว

 

 

Episode 1 : hello, world

 

 

ในเชิงศัพท์คอม - hello, world เป็นโปรแกรมง่ายๆ พื้นๆ ที่เขียนมาเป็นตัวอย่างแทบของทุกภาษาเลยค่ะ http://en.wikipedia.org/wiki/Hello_world_program

ในเชิงความหมายทั่วไป - สวัสดี โลก! (ฮา)

ตอนที่ดูครั้งแรก เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกว่าทำไมถึงเอาตอนนี้ขึ้นก่อน ทั้งที่เป็นเนื้อหาจากเล่ม 3 Yoku Wakaru Gendai Mahou : Ghostscripts for Wizard คือ ถ้าไม่อ่านโนเวลมาก่อน รับรองงงแดกแน่ค่ะ (คนอ่านมาแล้วแบบดิฉันยังแอบงงว่าทีมงานเล่นไรวะ) ตัดไปเยอะเหมือนกัน สงสัยจะไม่เน้นความสัมพันธ์ของโคโยมิกับโซชิโร่มาก เลยตัดตอนที่โคโยมิมาเจอโซชิโร่ในยุคนี้ทิ้งหมด แล้วไปเน้นโคโยมิ - ยูมิโกะแทน ที่จริงเสื้อ blouson สีเขียวๆ ฟ้าๆ ที่โคโยมิใส่ เป็นของโซชิโร่ล่ะ

 

 

Episode 2 : wizardry

 

 

ในเชิงศัพท์คอม - น่าจะมาจากคำว่า heavy wizardry http://dictionary.reference.com/browse/heavy wizardry ซึ่งหมายถึงการเขียนโปรแกรมที่จำเพาะเจาะจงของ OS บางยี่ห้อหรือภาษาใดภาษาหนึ่ง  ถ้าให้ตีความอาจจะหมายถึงเวทกะละมังอันเป็นเอกลักษณ์ของโคโยมิก็ได้ ฮ่าาา

ในเชิงความหมายทั่วไป - หากเอาคำนี้ไปเปิดดิกจะแปลว่า "วิทยากล,การเล่นกล,การใช้เวทมนตร์คาถา,เวทมนตร์คาถา"

ตอนแรกนึกว่าจะตามโนเวล ที่จริงก็ตามแค่ช่วงแรกๆ ที่โคโยมิไปบ้านอาเนฮาระ (ที่จริงก็ยังไม่เหมือนซะทีเดียวด้วย) อดเห็นซีนโคโยมิเถียงกับโซชิโร่หน้าบ้าน... ในโนเวลโคโยมิจะออกทำนองว่าไม่ค่อยชอบโซชิโร่ที่ไม่เชื่อเวทมนตร์ (เหมือนเด็กๆ งอนเลยอ่ะ) แต่ในอนิเมทำให้ดูเหมือนโคโยมิชอบโซชิโร่ซะงั้น (ในโนเวลก็เหมือนจะชอบแหละ แต่ไม่แสดงออกชัดแบบนี้ =3=) เนื้อเรื่องหลังจากใช้มนต์แป้กที่บ้านอาเนฮาระก็เป็นเนื้อเรื่องออริจินอลหมดเลย

เนื้อเรื่องในตอนนี้เราว่าก็งงๆ ตรงที่อีตาประธานบริษัท มันปาไอ้ไฟส่งสัญญาณใส่เวทีใช่มะ แล้วโคโยมิออกมาคว้าตัวไอดอลไปได้เหมือนกับรู้เลยแฮะ - - นึกว่าโคโยมิกับมิสะเป็นคนปาซะอีก อ้าว อีประธานหรอกเรอะ ส่วนเหตุผลที่ประธานมันทำตัวเป็นคนโรคจิตซะเอง เพราะอยากให้เป็นข่าวค่ะ คนจะได้หันมาสนใจไอดอลของตัวเองได้อีกทาง

 

 

Episode 3 : Deus In Machina

 

 

ในเชิงศัพท์คอม - เป็นการใช้สับสนกับคำว่า Deus Ex Machina ส่วนศัพท์คอมหมายถึง พระเจ้าของพวกแฮกเกอร์ เป็นคำพูดที่ Lee Felsenstein ใช้

ในความหมายของ Yoku Wakaru Gendai Mahou - "พระเจ้าในเคส" จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคอมพิวเตอร์คิดเองตัดสินใจเองได้ โดยไม่ต้องมีคนคอยควบคุมมัน? ในเรื่องนี้จะหมายความตามนั้นค่ะ

"Deus In Machina" น่าจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ที่ใช้เรียกเดมอนออกมาในตอนนี้ มันทำงานของมันเอง หาต้นตอไม่ได้ ตอนนี้ก็เป็นตอนออริจินอลอีกแล้ว ไม่มีในโนเวลและไม่ตรงเท่าไหร่ แถมเสื่อมอีก ไอ้ขำมันก็ขำอ่ะนะ แต่เล่นบ่อยจังไอ้มุกยูมิโกะเซอร์วิสเนี้ย รับไม่ได้

ที่ฮาสุดเลยคือช่วงท้ายๆ ตอนจับมือกัน เพลงกับบรรยากาศกำลังประมาณซึ้ง กะละมังดัน...

 

 

Episode 4 : jini

 

 

ในเชิงศัพท์คอม - ตามนี้ค่ะ http://en.wikipedia.org/wiki/Jini

ในความหมายของ Yoku Wakaru Gendai Mahou - หมายถึงภูตที่อยู่ตามสิ่งของหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แถมจะมีนิสัยไปตามสิ่งที่มันสิงอยู่ด้วยนะ อย่างนาฬิกาก็จะคอยเตือนเวลา กล้องสังเกตการณ์ก็จะคอยเตือนเวลามีคนบุกรุก ไรเงี้ย...

ตอนนี้เป็นตอนออริจินอลอีกตอน ดูเรื่อยๆ ขำดี แล้วทิ้งตอนท้ายๆ ไ้ว้ให้ขบคิดกัน

ถ้าจะทำเป็นออริจินอลแต่แรก เราว่าไม่น่าดึงเอาเนื้อหาหรือชื่อบุคคลจากต้นฉบับมาเกี่ยวด้วยเลยแฮะ อย่างเรื่องคริสต์มาสชอปเปอร์ หลายคนคง "งง" ใช่มั้ยว่าเพลงนั่นเกี่ยวอะไรด้วย 

ถ้าในโนเวลเนี่ย สัก 5 ปีก่อนเริ่มเรื่อง เคยมีเวิร์ม "คริสต์มาสชอปเปอร์" ออกอาละวาดในคริสต์มาสอีฟ คอมที่ิปิดไปแล้วอยู่ๆ ก็เปิดขึ้นมาเองเฉย พร้อมกับส่งเสียงเพลง Daisy Daisy ออกมาสัก 5-10 วินาทีได้ จากนั้นก็ปิดคอมให้เรียบร้อย ไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ข้อมูลแต่อย่างใด (เหตุการณ์นี้ คาโฮะตอน ป.5 ได้เห็นและจำฝังใจจนทุกวันนี้) ตำรวจก็หาตัวคนร้ายไม่ได้ แล้วในตอนนั้นมิสะกับฮวงเป็นผู้ต้องสงสัย เลยได้รู้จักกัน (สุดท้ายมิสะรอดนะ เพราะหลักฐานไม่พอ) แต่อนิเมกลับไม่มีบอกอะไรเลย...

ส่วนจินไซ สึคุโมเป็นผู้ที่เขียนโปรแกรมแอนตี้ไวรัส "โซโลมอน" ขึ้นมา และก็เป็นเรื่องในโนเวลเล่มแรกค่ะ เพราะเขาต้องการจะสร้าง Deus In Machina (พระเจ้าในคอม) ขึ้นมา แต่ไปๆ มาๆ กลับกลัวหนีเตลิดเปิดเปิง ทิ้งโปรแกรมกลางคัน ฮวงเลยต้องมารับช่วงแก้บั๊กโปรแกรมต่อ แต่ที่จริงจินไซ สึคุโมไม่ได้ตายนะ

แล้วเรื่องนี้เขียนแบบว่าเหตุการณ์นึงโยงไปอีกเหตุการณ์นึงเป็นทอดๆ มาตัดแต่งเองแบบนี้ก็ช่วยไม่ได้อ่ะนะที่จะมีงง -_-'

 

 

Episode 5 : jump off into never-never land

 

 

ในเชิงศัพท์คอม - คำนี้ต้องเท้าความจากคำว่า Branch to Fishkill ซึ่งคำนี้หมายถึง Any unexpected jump in a program that produces catastrophic or just plain weird results. แปลแบบกากๆ ได้ว่า การกระโดดข้ามการทำงานของโปรแกรมที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด อาจนำมาพามาซึ่งผลลัพธ์วินาศ หรือแค่ผิดเพี้ยนธรรมดา ส่วนคำว่า jump off into never-never land นั้นมีคำจำกัดความไว้ว่า Same as branch to Fishkill, but more common in technical cultures associated with non-IBM computers that use the term 'jump' rather than 'branch'. สรุปว่ามันหมายความอย่างเดียวกัน แต่คำนี้ใช้กับคอมทั่วไปที่ไม่ใช่ IBM computerยังไงก็ลองไปกูเกิ้ลกันเอานะ

ในเชิงความหมายทั่วไป - กระโดดสู่แดนมหัศจรรย์! ฮา ก็ตรงตัวกับตอนนี้ดี

ตอนที่ทำใช้เนื้อหาอิงจากโนเวลเล่ม 3 Yoku Wakaru Gendai Mahou : Ghostscripts for Wizard รายละเอียดยิบย่อยต่างกันนิดหน่อย แต่โดยรวมก็ตามต้นฉบับค่ะ ส่วนข้อด้อยก็คงจะเป็นคำอธิบายที่น้อยเกินไปอันเป็นผลจากเวลาที่จำกัด เดี๋ยวจะยกไปพูดต่อข้างล่างนะ

แต่ตอนนี้ก็ดูสนุกดีเหมือนกัน

 

 

Episode 6 : ghostscript

 

 

ในเชิงศัพท์คอม - ตามนี้เลยค่ะ http://en.wikipedia.org/wiki/Ghostscript

ในความหมายของ Yoku Wakaru Gendai Mahou - เล่นกับความหมายตรงตัว หมายถึง อิมเมจแรงกล้าที่เหลือติดตามสิ่งของต่างๆ ในสภาพโค้ด เช่น คนที่สร้างนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมาอาจจะตั้งใจมากในการสร้างนาฬิกาเรือนนั้น เลยมีโค้ดภาพของตัวเขาเองเหลือติดอยู่ในนาฬิกา และด้วยการที่โกสต์สคริปต์ส่วนใหญ่มักเหลือทิ้งไว้หลังสิ่งมีชีวิตตายลงจึงเรียกกันว่าโกสต์สคริปต์ (โค้ดผี) แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องตายแล้วเสมอไปซะทีเดียว

อีกหนึ่งตอนจากต้นฉบับโนเวลเล่ม 3 Yoku Wakaru Gendai mahou : Ghostscripts for Wizard รอลุ้นดูตอนนี้มาก เพราะเล่มนี้เป็นเล่มที่เราอ่านแล้วชอบที่สุดค่ะ อ่านแล้วเป็นอะไรที่อบอุ่นหัวใจมาก แต่น่าผิดหวังที่ช่วงแรกๆ ปูเรื่องมาไม่ดีนัก ตอนนี้เลยจบแบบงงๆ มันก็โอเค แต่ชอบแบบโนเวลมากกว่าตรงที่ได้เห็นความคิดในใจลึกๆ ของยูมิโกะที่คิดกับโคโยมิ (ซึ่ง ณ ขณะนั้นยูมิโกะเริ่มลืมโคโยมิไปทุกทีแล้ว) อ่านแล้วแบบ...โอ๊ย หัวใจพองโตมากอ่ะ อนิเมไม่น่าตัดเลย แถมเรื่องปากางเกงในกับคำสาปที่คริสโตบาลด์พูดถึงก็ไม่ยอมอธิบายแบบในโนเวล =3=

จุดที่คนไม่เคยอ่านโนเวลอาจจะงงเช่น ว่าทำอีท่าไหนชนะกีบัลเทสได้ รู้สึกว่าหลังจากคาตามาริไปตะกุย เกราะโกสต์สคริปต์ของมันก็เป็นช่องโหว่หน่อยๆ ล่ะมั้ง แล้วในต้นฉบับจริงๆ ไม่ใช่โกสต์สคริปต์ยูมิโกะจิ๋วเข้าไปลากโกสต์สคริปต์อื่นๆ ออกมานะ แต่เป็นตัวยูมิโกะเองขอร้องโกสต์สคริปต์ยูมิโกะจากตัวกีบัลเทส ให้พาโกสต์สคริปต์อื่นตามออกมา (เพราะกีบัลเทสใช้โกสต์สคริปต์ทั้งหมดในสวนสนุกมาทำเกราะกันเวทกะละมัง...) แล้วไวรัสคริสต์มาสชอปเปอร์ก็รวมเ็ป็นหนึ่งเดียวกับโค้ดไลบรารี่แม่มดแล้วไหลออกมาหาโคโยมิ อนิเมทำออกมาไม่เหมือนซะทีเดียว ส่วนเหตุผลที่ยูมิโกะลืมโคโยมิ ในโนเวลอธิบายไว้ว่าเพราะโค้ดของกีบัลเทสกระจายไปทั้งเมืองกินซ่า การแปลงโค้ดกีบัลเทสเป็นกะละมังของโคโยมิ อาจจะแปลงเหตุผลที่โคโยมิมีตัวตนอยู่ในเมืองนี้เป็นกะละมังไปด้วยก็ได้ ;w; ตอนที่ยูมิโกะนึกในใจในช่วงที่ค่อยๆ ลืมโคโยมินี่แหละค่ะ ในโนเวลบรรยายไว้น่ารัก ซึ้งมากเลย ได้เห็นใจลึกๆ ของยูมิโกะ คือ ใครอ่านโนเวลแบบเรา ผ่านมา 2 เล่มคงจะเฮ้ย ทำไมยูมิโกะดูหยิ่งๆ ชอบโมโห ขี้รำคาญจัง อ่านเล่มนี้แล้วจะเก็ททันที อุอุ

ฉากสู้ถือว่าทำออกมาโอเคเลยนะ ก็ตรงตามที่บรรยายในโนเวลดี แต่อยากให้ทำเน้นเรื่องความทรงจำในอดีตมากกว่านี้หน่อย เพราะยูมิโกะกับโซชิโร่ในปัจจุบันก็ยังคิดถึงโคโยมิเมื่อ 6 ปีก่อนอยู่เรื่อยๆ (ถึงจำหน้า จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่ถือเป็นคนสำคัญที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงตัวเองของทั้งคู่เลยนะ)

ที่ยังไม่กระจ่างคือ เราไม่เข้าใจว่าทั้งที่โคโยมินั่งดูโกสต์สคริปต์ แต่ดันกลับย้อนเวลาไปจริงๆ คิดยังไงก็ไม่เก็ท ก็เหมือนแค่ดูภาพวีดีโอไม่ใช่เรอะ? อ่านโนเวลก็ยังไม่เก็ท เจอคนญี่ปุ่นเดาๆ ไว้ว่าโคโยมิในอดีตคือ สติสัมปชัญญะที่กลายเป็นโกสต์สคริปต์แล้วย้อนเวลาไปจริงๆ

 

 

Episode 7 : voodoo programming

 

 

ในเชิงศัพท์คอม - เห็นว่าคำนี้สร้างขึ้นมาจาก voodoo economics โดย voodoo programming จะใช้ในเวลาที่เราใช้อุปกรณ์ ระบบหรือภาษาที่ตนเองก็ไม่ได้เ้ข้าใจถ่องแท้ อาจทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ได้ดั่งใจ และถึงได้ออกมาดั่งใจก็ไม่รู้ว่าทำไม เพราะเราไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้นั่นเอง ความหมายภาษาอังกฤษก็ตามนี้ค่ะ ไม่รู้แปลมาถูกรึเปล่านะ พอมาเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วอังกฤษชักลงเหว http://www.statemaster.com/encyclopedia/Voodoo-programming

ตอนนี้เป็นตอนที่ดัดแปลงเนื้อเรื่องมาจากมังกะค่ะ ในมังกะจะไม่มียูมิโกะมาร่วมหาแมวด้วย ชื่อตอนของตอนนี้ก็นับว่าตรงทีเดียว ที่แบบว่าตัวโคโยมิไม่รู้ที่มาที่ไปว่ามันเป็นงี้ได้ไง (ฮา) ตอนนี้ดูแล้วน่ารักดีนะ ทุกคนคอยช่วยโคโยมิทั้งนั้นเลย

 

 

Episode 8 : scratch monkey

 

 

ในเชิงศัพท์คอม - เป็นศัพท์แฮกเกอร์ คำนี้ใช้ในประโยค "Before testing or reconfiguring, always mount a scratch monkey" ซึ่งเป็นคำเตือนที่ใช้เตือนหากจะเล่นกับอุปกรณ์หรือข้อมูลที่เสียแล้วเสียเลย กู้คืนไม่ได้ http://en.wikipedia.org/wiki/Scratch_monkey

อาจจะใช้สื่อถึงสิ่งที่มิสะเคยทำไปในอดีตล่ะมั้ง....

ตอนนี้เป็นตอนของมิสะ หลายคนคงแอบรักสาวคนนี้กันอยู่ล่ะซี่ เราก็ชอบค่ะ หุหุ ตอนออริจินอล ไม่มีในโนเวลนะ ก็ดูเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่ามิสะเท่จริงๆ

 

 

Episode 9 : Open DeathTrap

 

ในเชิงศัพท์คอม - http://www.babylon.com/definition/Open_DeathTrap/English จากหน้านี้ถ้าเข้าใจไม่ผิด มันคือการแฮกระบบ OS ที่ชื่อ Open Desktop ของ บ.Santa Cruz Operation ที่น่าขำที่สุดคือเป็นฝีมือคนใน บ.เอง (สังสัยระบบ security คงจะห่วยมากเลยรึเปล่า?)

ในเชิงความหมายทั่วไป - น่าจะเป็น Deathtrap ที่เป็นสไตล์การวางพล็อตล่ะมั้ง http://en.wikipedia.org/wiki/Deathtrap_%28plot_device%29 หรือไม่ก็ตรงตัวตามเนื้อหาในตอนเลยคือ "กับดัก"

ตอนนี้เนื้อหารวมๆ จะคล้ายกับเล่ม 4 : jini tsukai ค่ะ เพียงแต่คาโฮะโดนหั่นบททิ้งไปหมด ตามจริงแล้วคนที่โดนขังอยู่ข้างในต้องเป็นคาโฮะ แล้วโคโยมิกับยูมิโกะจะวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากมิสะ 

ตอนจบนี่ จบได้เหมือนกับโนเวลดี แต่มีบางจุดที่มันเป็นเหตุการณ์เกี่ยวพันจากโนเวลเล่มก่อน อย่างเช่นว่ายูมิโกะใช้สายดินกันเวทใส่ตัวเองมาทำไม แต่อนิเมดันตัดเนื้อเรื่องส่วนนั้นไปแล้วก็ต้องโบ๋ไปอย่างช่วยไม่ได้

สาเหตุคือ สองคนนี้เคยตีกันมาก่อนในเล่ม 2 ที่ชิบุยะ เคริเคออนจะมีระบบตอบสนองอัตโนมัติค่ะ เวลาที่มีโค้ดแปลกปลอมไหลเข้าไปในร่างกายผู้ใช้ เคริเคออนจะสร้างโค้ดแก้ทางให้ออโต้เลย แล้วยูมิโกะก็เคยแพ้มิสะด้วยทริกนี้ มิสะใช้วิธีปล่อยโค้ดไหลเข้าไปในตัวยูมิโกะเรื่อยๆ เคริเคออนก็สร้างโค้ดต้านเรื่อยๆ จนยูมิโกะหมดแรง (เวทดั้งเดิมใช้มากๆ จะทำให้ร่างกายเหนื่อยไง) แต่ตอนนั้นออกมาเสมอนะคะ เพราะหมอบทั้งคู่ มิสะก็หมดแรงสร้างโค้ดต่อ ยูมิโกะก็หมดแรง แต่มิสะยังพอลุกได้เพราะว่าใช้โค้ดของตัวเอง แต่โค้ดต้านอัตโนมัติจากเคริเคออนไม่ใช่โค้ดที่ยูมิโกะใช้ประจำ มารอบนี้เลยเตรียมการมาอย่างดี

แล้วที่จริงกีบัลเทสมันจำเรื่องเมื่อ 6 ปีก่อนไม่ได้หรอก โกสต์สคริปต์คอนเซปต์จะคล้ายๆ ROM+RAM คือ มีความทรงจำจนถึงแค่ตอนก่อนตัวเองจะเกิดขึ้นมาเป็นโกสต์สคริปต์เท่านั้น หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นก็ตามที แต่ถ้าหยุดทำงานไปก็จำไม่ได้ ในโนเวลฮวงก็จะเอา DVD เมื่อ 6 ปีก่อนให้ดู (มันเอามาจากไหนวะสาด)

 

 

Episode 10 : quick-and-dirty

 

ในเชิงศัพท์คอม - http://en.wikipedia.org/wiki/Quick-and-dirty ตามนี้เลยค่ะ เป็นวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่แม้ไม่เพอร์เฟคต์ แต่เอาไวเข้าว่า

ตอนที่นำเนื้อเรื่องมาจากต้นฉบับเล่ม 5 TMTOWTDI ~Tatta Hitotsu ja nai no Saeta Yarikata~  ส่วนตัวเราชอบเล่มนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ไม่รู้จะพูดอะไรมาก เพราะเอาเนื้อเรื่องมาจากต้นๆ เล่ม ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ก็มีการตัดทอนไปบ้างเป็นธรรมดาอยู่แล้ว สิ่งที่มีการตัดไปแน่ๆ คือ ฝันของโคโยมิ ช่วงนี้โคโยมิจะเริ่มฝันแปลกๆ ฝันบ้าฝันบอบ่อยมาก แล้วก็ผู้ชายชุดดำที่คอยตามประกบโคโยมิ (มิสะคิดว่าน่าจะเป็นโกสต์สคริปต์ของอาเนฮาระ เคนจูโร่ที่เหลือทิ้งไว้เพื่อคอยสังเกตการณ์ไลบรารี่แม่มดกับดิจิทาลิส) แต่สองอย่างนี้มันจะเกี่ยวโยงไปเนื้อเรื่องบทใหม่ ก็เลยต้องตัดทิ้งไป

 

 

Episode 11 : Dragon Book

 

ในเชิงศัพท์คอม - น่าจะมาจากชื่อหนังสือซีรีส์นี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Dragon_Book_(computer_science)

ตอนที่นำเนื้อเรื่องมาจากต้นฉบับเล่ม 5 TMTOWTDI ~Tatta Hitotsu ja nai no Saeta Yarikata~ มีการแปลงบทไปพอสมควร ก็ตรงที่มิสะรอดมายังไงเนี่ยแหละ เพราะอนิเมไม่ได้เอาเนื้อหาจากเล่ม 2 : Garbage Collector มาทำ บทของทัตสึฮิโตะเลยต้องหายไปอย่างช่วยไม่ได้ (ทัตสึฮิโตะเป็นกิ๊กเด็กของมิสะค่ะ ฮาาา ตามต้นฉบับเขาเป็นคนช่วยมิสะไว้น่ะ มิสะวาร์ปไปที่บ้านทัตสึฮิโตะ) นอกนั้นก็คล้ายๆ กันไม่มีอะไรผิดกันมาก ด้วยเนื้อหาที่จำกัดของอนิเม เลยไม่มีอธิบายมากว่าทำไมยูมิโกะถึงเป็นร่างภาชนะของดิจิทาลิสได้ (ถ้าในนิยายจะอยู่ในเล่ม 4 : jini tsukai มั้ง)

ไดอะล็อกที่เราชอบคือ ตอนที่โกสต์สคริปต์มิสะคุยกับยูมิโกะเรื่องเวทมนตร์ เป็นอะไรที่ได้ข้อคิดดี

 

 

Episode 12 :  TMTOWTDI

 

ในเชิงศัพท์คอม - คำพูดนี้เป็น motto ของภาษา Perl ค่ะ ย่อมาจาก There's More Than One Way To Do It

ตอนที่นำเนื้อเรื่องมาจากต้นฉบับเล่ม 5 TMTOWTDI ~Tatta Hitotsu ja nai no Saeta Yarikata~  ตอนแรกรอลุ้นเหมือนกันค่ะว่าจะใช้ชื่อตอนจบยังไง ไม่คิดว่าจะเอาชื่อเล่มมาใช้ แต่มันก็เป็นชื่อที่ดีที่สุดและลงตัวที่สุดกับเนื้อหาเล่มนี้แล้ว โดยคอมเมนต์ส่วนตัว รู้สึกว่าความซึ้งอนิเมจะมากกว่า แต่ถ้าความสมบูรณ์ของเนื้อหาคงโนเวล

มีการแทรกซีนซึ้งๆ ที่ไม่มีในโนเวลเพิ่มเข้าไปด้วย เหตุการณ์ยิบย่ิอยบางอย่างไม่เหมือนกับโนเวลเท่าไหร่ อย่างตอนที่โค้ดดาบจากโกสต์สคริปต์มิสะสาดลงมาหน้าร้านโดนัทนี่ ตอนนั้นโซชิโร่กับโคโยมิอยู่ทั้งคู่ เสร็จแล้วมิสะกับยูมิโกะก็ไปสู้กันด้วยความเร็ว CPU Clock เลยทีเดียว (บทบรรยาย บรรยายฉากสู้ไว้ยาวมาก แต่จริงๆ เวลาผ่านไปไม่นาน เพราะตอนมิสะย้อนกลับมาอีกที โคโยมิกับโซชิโร่ยังยืนเอ๋อคาหลุมอยู่เลย) แต่ถือว่าโอเคนะ เสียดายอย่างคือโซชิโร่โดนหั่นบทกระจายเลย ทั้งที่เล่มนี้มันได้บทโชว์เมพ ฮา แล้วก็ตอนกะละมังยักษ์ร่วง จริงๆ ในต้นฉบับเป็นกะละมังทองด้วยนะ (ฮา)

จากข้างล่างนี้ ซีนที่ทุกคนมากินแกงกะหรี่ที่บ้านอาเนฮาระ โซชิโร่มันจะมานั่งนึกสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดค่ะ

วิธีเดียวที่ใช้ปราบดิจิทาลิส คือ หาร่างภาชนะเจอแล้วฆ่าทิ้ง อย่างน้อยการสละคนคนเดียวทิ้งก็ย่อมดีกว่าการต้องเสียคนหลายๆ คน นี่คือคำตอบเดียวที่พวกคนฉลาดทั้งหลายสรุปออกมา วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบสิ้น

 หากแต่ว่าการที่ร่างภาชนะตายจะกลายเป็นทริกเกอร์ให้ดิจิทาลิสกลับคืนมาทุกครั้งไป คริสโตบาลด์จึงใช้เวทมนตร์ทำให้ร่างภาชนะมาเกิดผิดยุค (ผลก็คือมาเกิดเป็นเหลนตัวเอง) เลยฆ่าดิจิทาลิสได้สำเร็จ และผนึกไลบรารี่แม่มดไว้ในเคริเคออน

มิสะจึงคิดใช้วิธีส่งยูมิโกะไปอีกโลก และจากที่ทั้งสองคนนี้คุยกันตอนที่แล้ว มิสะเองก็เชื่อว่ายูมิโกะจะต้องยอมรับวิธนี้ แ่ต่นี่เป็นหนทางเดียวจริงๆ หรือ?

คำสาปในชีวิตของอิจิโนเสะ ยูมิโกะ คริสติน่าที่ว่า "คำสาปในชีวิตที่เป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่" เหมือนเจ้าตัวจะคิดว่าเป็นผมสีเงินและตาสีม่วงของตนเอง แต่ว่าโซชิโร่กลับไม่คิดแบบนั้น คำสาปน่าจะเป็นอะไรภายนอกที่อยู่รอบตัวของยูมิโกะมากกว่า

ถ้าสิ่งของก็คือเคริเคออน ถ้าเป็นสัตว์คงจะแมวดำ ส่วนถ้าเป็นคน...อาจจะอาเนฮาระ มิสะไม่ก็...โมริชิตะ โคโยมิ

คนที่จะเป็นเพื่อนกับแม่มดและคอยห้ามไม่ให้ทำเรื่องร้ายๆ คิดยังไงในโลกนี้ก็น่าจะมีแค่โมริชิตะ โคโยมิคนเดียว และถ้าพลาดขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้ แต่เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่เข้าใจสักนิดเดียว...ทว่าคำตอบนี้ทำให้หลุดจากคำตอบเพียงหนึ่งเดียวซ้ำซากที่ทำกันมาหลายร้อยปีได้สำเร็จและอาจเป็นคำตอบที่เยี่ยมยอดที่สุดในการแก้ปัญหานี้ ต่อให้คนทั้งโลกเป็นศัตรู แต่โคโยมิคงจะอยู่ข้างยูมิโกะแน่นอน เพราะงั้นจึงเป็น "คำสาปที่เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุด"

นี่อาจเป็นการวางหมากของคาร์ล คริสโตบาลด์มาตั้งแต่ต้น สุดยอดแม่มดในตำนานที่แม้แต่ตัวเขาเองยังปราบไม่ได้ ไม่แน่ว่าการที่มีอีสาวกะละมังเกิดมาในยุคนี้ การที่อีสาวกะละมังเจอใบปลิวประหลาดและเข้าสู่โลกเวทมนตร์ มาเป็น Deus Ex Machina ทำให้เรื่องราวต่างๆ จบลงด้วยดี ปิดฉากตำนานแม่มดดิจิทาลิสอย่างแท้จริง อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...

ท้ายเล่ม 5 เล่มปิดฉากอาร์คไลบรารี่แม่มดก็ทิ้งท้ายไว้แบบนี้ล่ะค่ะ

ส่วนเนื้อเรื่องต่อจากนี้ ก็จะไปต่อในเล่ม Firefox! นะ สปอยล์คร่าวๆ

- ดิจิทาลิสกลับมามีบทอีกครั้งนิดๆ หน่อยๆ ในโนเวลบรรยายไว้ว่าหน้าตาเหมือนยูมิโกะ แต่ผมแดง+เป็นผู้ใหญ่กว่า ออกติดตลกนิดๆ มียิงมุก

- ในเล่มนี้ เราจะได้รู้ว่าเวทที่โคโยมิใช้มี 2 ชั้นค่ะ โดยชั้นในเป็นเวทจริงๆ ตามโค้ดที่ใช้ ส่วนชั้นนอกเป็นกะละมัง (ยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมเป็นงี้ ดิจิทาลิสบอกมาแค่นี้)  ส่วนเจ้าหมาไฟที่ออกมาในเล่มนี้มีคุณสมบัติในการกินโค้ด โคโยมิเลยใช้เวทได้จริงๆ อยู่พักนึง (เพราะหมาไฟกินโค้ดชั้นนอกไป)

- อามิวเล็ตของมิสะหายไปจากเหตุการณ์ไลบรารี่แม่มด เพราะอะไรคงรู้กันแล้วนะ ฮา อาการบาดเจ็บยังไม่ฟื้นตัวดีเท่าไหร่ ไปๆ มาๆ มิสะอาจจะด้อยกว่ายูมิโกะซะแล้วมั้งตอนนี้

- ยูมิโกะเข้าขั้นไร้เทียมทานไปแล้วเพราะสารพัดโค้ดจากไลบรารี่แม่มด+เป็นร่างของดิจิทาลิสด้วย ขนาดมิสะจะเหาะยังต้องใช้ไม้กวาดช่วย (ใช้โค้ดใส่ไม้กวาดแบบใน OP อนิเมนั่นแหละค่ะ) แ่ต่ยูมิโกะเหาะได้เองแบบไม่ต้องมีตัวช่วย ถึงอย่างงั้นก็ยังเข้าถึงไลบรารี่ได้อย่างจำกัดอยู่ดี (อ้างอิงจากคำพูดเจ้าตัวท้ายเล่ม TMTOWTDI) ฆ่าก็ไม่ตายอีกแน่ะ ถ้าจะฆ่ายูมิโกะก็ต้องทำลายไลบรารี่ทิ้งก่อน ตราบที่ไลบรารี่ไม่หายไป ยูมิโกะก็จะไม่ตาย แต่ตอนที่ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ ดิจิทาลิสจะใช้ร่างแทน

- ชายชุดดำที่ตามโคโยมิมาตั้งแต่เล่ม 5 (อนิเมตัดไป) ยังไม่หายไปซะที (มิสะคิดว่านี่เป็นโกสต์สคริปต์ของทวดตัวเองที่เหลือไว้สังเกตการณ์ไลบรารี่กับดิจิทาลิส) ทั้งที่เรื่องของไลบรารี่แม่มดจบลงได้ด้วยดีแล้ว หรือเพราะยูมิโกะยังไม่ตาย? หรือที่แย่กว่านั้นอาจจะเพราะเหตุผลอย่างอื่น...

- นอกจากนี้ยังมีพวกองค์กรจากอเมริกาโผล่มาด้วย แถมยังรู้จักมิสะกับยูมิโกะอีก ยิ่งกว่าันั้นยังรู้เรื่องไลบรารี่แม่มดด้วย!?

 

 

 

Overall Rating

เนื่องด้วยเวลาที่น้อย จึงไม่มีเนื้อที่ให้บรรยายมากเท่าโนเวล จะเรียกว่าเป็นจุดพลาดนิดๆ ของทีมงานที่เลือกเรื่องนี้มาทำก็ได้ ถ้าใครได้อ่านจะรู้ว่าสไตล์การเขียนของเรื่องนี้จะเป็นลักษณะอธิบาย คล้ายๆ กับอ่านตำราเรียนที่คนเขียนจะอธิบายให้เข้าใจไปทีละอย่าง แล้วค่อยจับขมวดปมตอนท้าย นอกจากจะเขียนแบบนี้ภายในแต่ละเล่มเองแล้ว คนเขียนยังทำแบบนี้ระหว่างเล่มด้วย อาจจะไม่เห็นภาพ แต่เหมือนกับพออ่านเล่ม 2 ปุ๊บ อาจจะมีอ้างความรู้พื้นฐานในเรื่องหรือเหตุการณ์จากเล่ม 1 

พออ่านเล่ม 3 ก็จะอ้างจากเล่ม 1 กับ 2   

พออ่านเล่ม 4 ก็จะอ้างจากเล่ม 1-3 อะไรทำนองนี้ ต่อไปเป็นทอดๆ

แน่นอนว่าพอมีการตัดมาทำอนิเม ต้องมีบางส่วนที่หายหรือโบ๋ไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ เลยไม่แปลกที่ลำดับขั้นตอนที่คนเขียนวางไว้อย่างดีแล้วมันจะถูกตัด จนคนดูอนิเมมีงงๆ บ้าง คำพูดสำคัญๆ บางประโยคมีออกมในอนิเม มันเลยดูลอยๆ ไปเพราะมีการตัดบท อย่างเช่น ในตอน 5 ที่โกสต์สคริปต์ของทวดยูมิโกะออกมาบอกว่า "การที่ไม้เท่านั้นจะกลายเป็นสิ่งสำคัญของยูมิโกะได้ มันน่าจะบันทึกความเป็นมาของตัวเองลงไปในนั้นก่อนไม่ใช่เหรอ" ถ้าในโนเวลจะมีขยายความต่อถึงตอนที่โคโยมิมาช่วยยูมิโกะ แล้วบอกให้เอาไม้เท้ากลับมากัน ยูมิโกะบอกว่าช่างมัน ไม่สนแล้ว เพราะนั่นคือไม้เท้าที่บันทึกความเป็นมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับทวดมา ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ของเธอ จากนี้เธอจะสร้างเมจิกไอเท็มที่เ็นของตัวเองจริงๆ แต่โคโยมิบอกว่ายูมิโกะในยุคตัวเองน่ะถือไว้ไม่เคยให้ห่างตัวแล้วก็รักษาอย่างดี เพราะงั้นในช่วงเวลา 6 ปีนี้ ยูมิโกะต้องมีความทรงจำกับมันมากมายแน่นอน โคโยมิเลยอยากให้ยูมิโกะเอาเคริเคออนกลับคืนมา

.....เป็นต้น

ที่จริงเราอยากให้เรื่องนี้มี 24 ตอน แล้วเดินเรื่องตามโนเวลด้วยซ้ำ เหลือเฟือเลย เพราะบทบรรยายๆ น้ำในโนเวลก็เยอะอยู่ แล้วมันจะสนุกเข้าใจง่ายด้วย T^T เสียดายมากๆ กับข้อจำกัดเรื่องเวลา อะไรหลายๆ อย่างในโนเวลหายไปเยอะเลย

หรือไม่ก็ถ้าไม่คิดจะตามออริจินอลทั้งหมด ก็ทำแบบมังกะไปเลยค่ะ คือเป็นโลกคู่ขนาน แค่ใช้ต้นฉบับเป็นพื้นยืนแล้วเขียนออริจินอลมาเอง ไม่ต้องลงลึกมาก คนดูก็ไม่งงด้วย

 

 

งานภาพ - เสมอต้นเสมอปลายดี มีแอบเผา เคืองตอนจบมาก เผาส่งท้าย ให้คะแนนงานภาพ B

การ adapt เรื่อง - ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีงงๆ (เราอ่านโนเวลมาแล้วก็ไม่เท่าไหร่อ่ะนะ แต่คนไม่อ่านต้องมีงงบ้างแหงๆ) แถมไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องสลับตอนช่วงแรกๆ เลย ให้ C

เพลงประกอบ - รู้สึกไม่ค่อยชอบ แต่ก็เข้ากับธีมเรื่องที่ออกไปทางไฮเทคๆ ดี ให้ B

สรุปโดยรวมขอให้ B- ละกันค่ะ อ๊าก อยากให้คนที่ได้ดูเรื่องนี้อ่านโนเวลจัง TvT

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ชอบ ยูมิโกะะ ~~~~~

#1 By Ku la la Ch An on 2009-09-27 00:52

ชอบดูเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้โนเวล ขอบคุณท่ี่เปรียบเทียบให้ดูครับbig smile

#2 By Fafner on 2009-09-27 08:11

เป็นเรื่องที่ดูแล้วงงมากๆ..เรื่องนึงเลยฮะ= ='
เหมือนมันข้ามๆ..แล้วก็ไม่ปะติดปะต่อยังไงไม่รู้..
(แต่ก็ตามดูจนจบ..ฮา)

อยากให้อ่านนิยายทั่นจขบ.แปลเลยครับ..รออ่านแน่ๆ หุห

#3 By rey on 2009-09-27 09:21

หุหุ เมะตัดไปเยอะเหมือนกันนะเนี้ย= =

#4 By Zephyr51 (61.90.77.250) on 2009-09-27 18:10

ยังอ่านเอนทรี่นี้ไม่หมด ขอเก็บไว้ดูจนจบก่อนละกัน

สะดุดกับชื่อ hello, world ตอนแรก
ไม่รู้เกี่ยวกันรึเปล่านะ แต่ตอนทำ Word Press คำนี้จะเป็นหัวของ Post แรกที่โผล่ขึ้นมาเวลา Install เสร็จ
หรือที่เอามาสลับไว้ตอนแรกนี่....เพราะชื่อตอน sad smile

#5 By Mukiki on 2009-09-27 18:26

ชอบ ยูมิโกะ x โคโยมิ อ่า แต่นิยาย โซชิโร่เด่นเลยเหรอ

นึกว่า Y นะเนี่ยเรื่องนี้ เพราะคู่นี้ชวนดูแล้วน่าจะมีอะไรจริงๆเลย

#6 By gmc (118.173.250.172) on 2009-09-28 15:13

ตอนดูเรื่องนี้ก็ตามอ่านบล็อกท่านดาร์คด้วยก็เลยเก็ทในหลายๆเรื่อง ส่วนที่ไม่เข้าใจก็ช่างมัน หะหะ ดูถึงตอนที่ 9 ละ ไม่คิดว่า 12 ตอนแล้วจบนะเนี่ย

#7 By seria (161.200.255.162) on 2009-09-29 14:37

อ่านนิยาม Jini แล้วผมนึกถึงโปรแกรมเดม่อนที่สิงตามไฟล์ต่างๆเลยแฮะ

#8 By cdaz (124.157.132.136) on 2009-10-04 02:59