*ไม่เหมาะกับผู้รู้ภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้รู้ระดับกลาง ส่วนสูงไม่ต้องอ่านเพราะคงเก่งกว่าเจ้าของบล็อกแล้ว Orz*

คำเตือนเบื้องต้น

- คนเขียนไม่ได้จบสายตรง ไม่ได้เรียนจากสถาบันใด (เรียนแค่ชั้นต้นแถมไม่จบอีก) ศึกษาเอง ประสบการณ์ล้วนๆ ไปขัดตำราใดก็ขออภัย ดิฉันมันดาร์คไซด์ นอกคอก นอกตำรา 

- คนเขียนเป็นแค่นักแปลไส้แห้ง ปั่นงานหาเงินกินเป็นรายปักษ์

- คนเขียนกากส์

- ภาพประกอบบทความบางภาพอาจไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเลย แต่ จขบ.ใส่เพื่อให้พักสายตาและเป็นรสนิยมส่วนตัว



 

เป็นการเขียนจากประสบการณ์ตรง โดยคนแปลทำงานแปลการ์ตูนค่ะ แต่ก็แปลอย่างอื่นมาบ้างเหมือนกัน น่าจะเอาไปใช้ประยุกต์ได้สำหรับคนที่อยากจะเป็นนักแปล อย่างน้อยคุณควรจะเตรียมตัวหรือทำอะไรบ้าง เผื่ออาจจะได้คิดใหม่ก่อน กร๊าก ไม่เคยอ่านหนังสือพวกศาสตร์การแปลหรืออะไรมาหรอกนะ เพราะฉะนั้นอย่าเอาไปเทียบกันเลย Orz

เนื่องจาก entry นี้เอามาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน (ขยัน miss ประปรายเป็นนิจอยู่แล้วเลยมีให้เขียนโคตรเยอะ) + สิ่งที่เคยพบเห็นมาทั้งหมด (เจอมาหมดแล้วทั้งงานของคนที่หาให้ตายก็ไม่เจอที่แก้ กับคนที่มีให้แก้เยอะมากจนขี้เกียจจะแก้) บางทีอ่านๆ ไปอาจจะตรงกับชีวิตจริงใครก็ได้นะคะ (ตัวคนเขียนเองก็จำไม่ได้ค่ะว่าเจอมาจากไหนมั่ง) ชั่งใจอยู่หลายตลบว่าควรจะเขียนแบบดุเด็ดเผ็ดแซ่บอย่างนี้ดีมั้ย แต่ถ้ามันจะเป็นประโยชน์ก็ยอมโดนดักตีหัวค่ะ  Foot in mouth เป็นเอนทรี่วอนตาย และโชว์เกรียนที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาก็ว่าได้

และนี่คือ entry แนะแนวภาษาญี่ปุ่นอันสุดท้ายที่จะเขียน เพราะถือคติว่าคนที่สมควรยืนอยู่บนตำแหน่งที่จะวิจารณ์หรือสั่งสอนใครได้ ต้องไม่พลาดอะไรบ่อยๆ แบบเจ้าของบล็อก เพราะงั้นต่อจากนี้จะไม่สอนหรือวิจารณ์อะไรใครแล้วนะคะ 

เนื้อหาไปกระแทกหน้าใครอย่าว่ากันล่ะ เราเตือนท่านแล้ว 

 

1. ภาษาแม่ต้องแตกฉาน

ก่อนจะมาสเตอร์ภาษาอื่น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาภาษาแม่ซึ่งเป็นภาษาปลายทางในงานแปลของเราให้แตกฉาน ไม่ว่าจะเป็นความหมาย การสะกด การนำไปใช้ ต่างๆ นานา ตอนนี้ที่เห็นปวดตับมากคือ การใช้ไม้ตรี (บล็อกนี้เคยพูดถึงไปแล้ว) ,คะ/ค่ะ, จ้ะ/จ๊ะ  ดิฉันว่าน่าเอาเข้าเป็นวาระแห่งชาติได้แล้วนะ ไม่ไหว วิกฤติกันเหลือเกินให้ตายเหอะ

สิ่งที่เป็นปัญหามากสำหรับเด็กไทยยุคหลังๆ คือผันวรรณยุกต์กันไม่เป็น ฟูกยังเขียนเป็นฝูก ทุ่งยังเป็นทุ้ง ใครริจะเป็นนักแปลก็หัดผันวรรณยุกต์หรือเขียนคำมาให้ถูกก่อนนะคะ 

การใช้คำผิดความหมายก็อีกอย่างนึง ช่วงสุดท้ายของชีวิตคือบั้นปลายชีวิตนะ ไม่ใช่บั้นท้าย (นั่นมันสะโพก)  ละลาบละล้วงก็ไม่ได้แปลว่าล้วงแคะแกะเกาควักอะไร แต่หมายถึงการล่วงล้ำสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวชาวบ้าน  สันโดษก็ไม่ได้แปลว่าการอยู่โดดเดี่ยวแต่หมายถึงการอยู่อย่างพอมีพอใช้ พอเพียง ไม่เกินตัว และรโหฐานก็ไม่ได้แปลว่าสถานที่โล่งโจ้งสาธารณะแต่หมายถึงสถานที่ส่วนตัว

 

 

2. ภาษาที่จะแปลต้องแตกฉาน

ไม่ต้องร้อนวิชา สั่งสมความรู้ไปเรื่อยๆ หัดแปลสิ่งง่ายๆ ไปก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปเป็นยาก ให้คนรอบตัวได้ดู ได้ติชม จนถึงระดับที่คุณว่า อ่ะ โอเคละ พร้อมลุย ค่อยหางานเดบิวทำแบบเป็นตัวเป็นตน ส่วนตัวเคยผ่านการตรวจผลงานคนอื่นมาพอสมควรอยู่  บางทีนึกในใจ....ไปเรียนมาให้แน่นกว่านี้แล้วค่อยมาแปลเหอะวะ.... ยิ่งซับไทยบางเจ้า (ว่าจะไม่พูดมันอดไม่ได้น่า) นี่แปลมาจากภาษาอังกฤษแท้ๆ ยังลงเหวซะแบบ.....อยากถามจริงๆ ว่าได้เกรดภาษาอังกฤษเท่าไหร่ (ดิฉันไม่เคยได้ต่ำกว่า 3 นะ ไม่ต้องมาถาม ฮา) ถ้ารู้ตัวว่าไม่ไหวก็ให้คนอื่นที่เขาทำได้ดีกว่าทำไป! ไปฝึกวิชามาก่อนแล้วค่อยมา! คนดูเสียอารมณ์! คนตรวจก็เหนื่อยว้อย! อุ....ขออภัย ร้อนแรงไปนิด

หากไม่รู้ว่าฝีมือตัวเองอยู่ในระดับไหน เพียงพอหรือยัง...ก็ลองสอบวัดระดับค่ะ ถ้าผ่านระดับ N3 ได้ด้วยคะแนนที่ไม่คาบเส้น คุณก็แกร่งพอจะทำงานแปลการ์ตูนได้แล้ว แต่แค่แนวที่ง่ายๆ แบบพวกตาหวานเท่านั้นนะ....อย่าเพิ่งลิงโลดไป

ขอกราบขอร้องงามๆ ไว้ตรงนี้ ฝีมือไม่ถึงอย่าห่ามมากเลยค่ะ เห็นใจพี่ๆ ที่เค้าตรวจงานกัน อย่าดูถูกว่างานนี้มันแค่งานหาค่าขนมกินไปเรื่อยแล้วทำแบบเผาๆ ได้เลย (แปล : กูเบื่อพวกร้อนวิชาแล้วซ่า) คนอ่านที่รู้ทันคนแปลก็มีไม่น้อย คนอ่านแบบไม่รู้อะไรเลย เขาแปลผิดมายังไงก็เออไปแบบนั้น ไม่คิดจะเฉลียวใจก็มีเยอะ (แปล : คนตั้งใจทำแบบกูน้อยใจค่ะ แต่ไม่รู้จะเหวี่ยงใส่ใคร เพราะคนอ่านก็ไม่ได้ผิด ได้แต่หงุดหงิดกับความงี่เง่าของตัวเอง)

 

 

3. อย่ากลัวว่ามันจะยาก 

อันนี้เป็นคำบ่นที่เจอประจำ....เวลาแนะนำคนโน้นคนนี้ว่าลองอ่านเล่มโน้นเล่มนั้นสิ...."กลัวยาก"  "คันจิยาก" ป๊าดดด ถ้าไม่ลุยกับมันแล้วจะเก่งขึ้นเมื่อไหร่คะคุณขาาาาาา ไม่ลองของยากขึ้นมันก็ทำได้แต่เดิมๆ อยู่ที่เดิมนั่นแหละ เพราะงั้นอย่าไปกลัวค่ะ เวลาทำงานจริง (ต่อให้ไม่ใช่แปลการ์ตูน) คุณเลือกไม่ได้นะว่าจะเจอยากหรือง่าย 

 

 

4. พร้อมที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ คอยอัพเดทตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

ทุกวันนี้ภาษาญี่ปุ่นมีคำบ้าบอล้านแปดเกิดขึ้นเยอะมาก ทั้งกระแสจากซับคัลเจอร์และโซเชียลมีเดีย ไหนจะยังมีศัพท์สแลงอินเตอร์เน็ตอีก คำพวกนี้เริ่มที่จะระบาดมายังการ์ตูน ที่เคยเจอโดนถามครั้งล่าสุดเลยคือ 草食系 ที่มาจาก 草食系男子 อาจจะงง อะไร กินพืชๆ ผู้ชายกินพืช คำนี้นิยามหลากหลายนะ แต่โดยรวมก็ประมาณชายหนุ่มท