entry นี้ตั้งใจนานแล้วว่าจะเขียนเพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับหลายๆ คน ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่เร่งรีบๆ กินๆ นั่งๆ ทำงานในออฟฟิส กลับบ้านมา นั่ง นอน เวลาหมด ทำให้คนเราสมัยนี้เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ กันมากขึ้น
 
และเราคือหนึ่งในผู้เคราะห์ร้าย....อืม จะเรียกแบบนี้คงไม่ถูกนัก ต้องบอกว่าแจ๊คพอตแตกอาจใกล้เคียงกว่า มันไม่ได้เป็นความซวยซะทีเดียว ส่วนหนึ่งมาจากตัวเราเองด้วย
 
หากจะเล่าเรื่องนี้ ต้องย้อนไปไกลเลยล่ะค่ะ ประมาณปลายปี 2553 เราป่วยเป็นโรคเลือดจาง เม็ดเลือดแดงน้อยหรือฮีโมโกลบินไม่พออะไรเนี่ยแหละ ทราบผลจากการตรวจเลือด ตอนนั้นหมอทักว่า
 
"คุณระดับน้ำตาลในเลือดสูงนะ ไตรกลีเซอไรด์ก็สูง ออกกำลังกายบ้างล่ะ"
 
ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนก็รักษาโรคเลือดจางหายได้
 
แต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจคำเตือนของหมอเรื่องน้ำตาลกับไขมัน ตอนนั้นคิดในใจว่าเราทำงานใช้สมองตลอดเวลา เคยเป็นใช่มั้ยคะเวลาใช้สมองนานๆ แล้วมักหิว เราเลยคิดว่าอืม มันคงไม่เป็นไรหรอกน่ะ
.
.
.
.
.
.
.
จนกระทั่งน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 บ้านเราอยู่เขตหนองแขม โดนซะอยู่บ้านไม่ได้ ต้องลี้ภัยไปบ้านแม่ที่หนองคาย พอไป ญาติก็ต้อนรับดีมว้าก จัดน้ำอัดลม พาไปกินอาหารทะเลอย่างถี่ แทบจะเรียกว่าทุก 4-5 วันเลย เราก็กินซะอิ่มแปล้ อิ่มแล้วมานอนอืด
 
อารมณ์ก็อยู่ในขั้นแบบว่าสิ้นหวังเลยค่ะ มองอะไรก็แย่ไปหมด ถึงขั้นคิดไปถึงว่าโลกนี้แม่งบิดเบี้ยว ทำไมมนุษย์จะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ โลกนี้มันผิดมาแต่แรก บลาๆ
 
อยู่ได้ประมาณเดือนนึงก็กลับบ้าน ตอนกลับมานี่ดี๊ด๊ามาก อารมณ์ดี แต่ก็ยังทะเลาะกับแม่เนืองๆ เรื่องงาน เพราะแม่อยากให้ทำงานประจำมากกว่า ทุกอย่างมันมืดมนไปหมด
 
จนกระทั่งสัปดาห์นึงหลังกลับ เราพบความผิดปกติกับตัวเอง หิวน้ำบ่อยมาก กินเป็นขวดๆ ก็ไม่เลิกกระหาย อยากน้ำหวาน ของหวานๆ กลางคืนวิ่งเข้าห้องน้ำเป็นว่าเล่น เกิน 5 รอบขึ้นไป ฉี่ออกมาเป็นสีเหลืองแถมมีฟอง (เบียร์เรอะ?) และคนโน้นคนนี้พากันทักว่าผอม
 
เราบ่นๆ ลงทวิตเตอร์ จนน้องแมวดัมบอกว่าจะเอาไปถามพ่อแม่ที่เป็นหมอให้
.
.
.
.
เดาออกกันรึยังเอ่ย อาจดูไม่น่าเชื่อ แต่มันเป็นไปแล้วค่ะ
 
 
เราเป็น "เบาหวาน" ค่ะ
 
อย่าอุทานเฮ้ย ทำหน้าตะลึงโลกกันแบบนั้นสิแหม....
 
เบาหวานมี 2 ประเภทค่ะ ซึ่งแบบที่เราเป็นคือ ประเภทที่ 1  ซึ่งมักเป็นในคนอายุน้อยกว่า 40 ปี (ไม่แน่ใจตัวเลข หาอ่านข้อมูลกันเอง กร๊าก) ซึ่งจะรุนแรงกว่าแบบที่เป็นในคนแก่ เพราะสาเหตุเกิดจากตับอ่อนเสื่อม แทบจะสร้างหรือสร้างอินซูลินไม่ได้เลย น้ำตาลมันจะแกว่งแบบทะลุโลกมาก แค่เดือนเดียวน้ำหนักหายไป 13 กก. เพราะร่างกายไม่มีอินซูลิน เอาน้ำตาลในเลือดไปใช้ไม่ได้ มันเลยสลายโปรตีนกับไขมันในร่างกายมาใช้แทน
 
มีเพียง 5-10% ของผู้ป่วยเบาหวานเท่านั้นที่จะเป็นแบบที่ 1
 
ถึงบอกไงแจ๊คพอต ไอ้เรื่องดีๆ ไม่แจ๊คพอตหรอก ชอบมาดวงดีกับเรื่องซวยๆ.....
 
ทุกคนที่ไปกิน Kuu กันวันที่ 5 ก.พ. ยังจำได้รึเปล่า ที่เราหิวน้ำตลอดเวลา วิ่งเข้าห้องน้ำเป็นว่าเล่น นั่นเป็นวันสุดท้ายก่อนเราจะฉีดอินซูลิน (ฮ่า)
 
ดูเหมือนเป็นโรคไม่รุนแรงใช่มั้ย.......ไม่เลยค่ะ มันน่ากลัวมากจริงๆ แต่ถ้าเราสามารถที่จะควบคุมมันได้ก็ไม่ต้องวิตก (แค่นี้ก็กลัวหัวหดกับโรคไตแล้วค่ะ)
 
 
 
 
เกริ่นไว้แค่นี้ให้อยากอ่านต่อ ว่างๆ มาพิมพ์ใหม่ ฮิๆๆๆๆๆ คราวหน้ากะว่าจะเขียนช่วงเริ่มแรกตอนรักษาแล้วกันค่ะ
 

Comment

Comment:

Tweet

เข้ามาให้กำลังใจครับ ^^

เอาจริงเบาหวานแบบที่ 1 ที่พี่เป็นไม่ได้เกิดจากการกินหรอกครับ
เกิดจากภูมิคุ้มกันไปทำลายตับอ่อน ซึ่งมีสาเหตุที่ยังไม่แน่ชัด
จริงๆผมว่าแบบนี้ดีตรงได้ดูแลสุขภาพตั้งแต่แรกๆ

ถ้าเป็นแบบที่สองที่เป็นตอนแก่ถ้าคุมไม่ดีเผลอๆได้โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ อะไรอีกบานเลยครับ ^^

สู้ๆครับ

#5 By -ChApToN- (115.87.214.76) on 2012-03-16 22:53

ใจจริงเราอยากถามมานานแล้ว ว่าทำไมถึงเป็นได้ เพราะโรคนี้คนอายุน้อยโอกาสมันน้อยมากๆที่จะเป็น แต่ก็คิดว่าอ้อนคงมีคนถามเยอะแยะ อาจไม่อยากตอบบ่อยๆ กลายเป็นเลยไม่ได้ถามซะที T_T

ขอบคุณที่แชร์เล่าให้ฟัง รักษาตัวนะ ; ; เป็นห่วง
รออ่านต่อ

#4 By gamboom on 2012-03-16 22:16

พอจะรู้ว่าป่วยอะนะ แต่ไม่คิดว่าถึงขั้นเป็นเบาหวานนะเนี่ย
ยายเราก็เป็นแหละ แต่ในคนแก่คงอาการต่างกันอย่างที่อ้อนว่า

พยายามรักษาตัวให้หายไวๆ ละกันน่อ สู้ๆ double wink
ง่า...เห็นบ่นๆในทวิตเตอร์ไอ้เราก็ไม่ได้เอะใจ แต่อ่านแล้วอึ้งจริงๆนะคะ ;A; แนะนำกินแบบชีวจิตค่ะและทำจิตใจให้ผ่อนคลายน้อ จิตใจดี สุขภาพดี สู้ๆนะคะ (>o<)/

#2 By *~citrus~* on 2012-03-13 23:41

อยากร้องเฮ้ยด้วยอะwink
อะไรจะแจ็คพอตขนาดนั้นเนี่ย พูดอะไรไม่ออก...ให้กำลังใจสู้กับโรคต่อไป ถ้าหมั่นออกกำลังกายก็น่าจะดีขึ้นทีละนิดๆ ล่ะนะ*กอด*
รออ่านตอนต่อ T_T

#1 By wanako_chan on 2012-03-13 22:43