เอาล่ะ ต่อจากคราวที่แล้วค่ะ....ถึงไหนนะ อ้อ รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน.....แต่ไม่ยอมไปตรวจ ช่วงนั้นเฟลโลกเฟลชีวิต นึกในใจ เออ เป็นแม่งก็ดี ตายๆ ไปซะ ประชดแม่ด้วย กว่าจะยอมไปตรวจก็ราวๆ ปีใหม่ =w= ที่ยอมไปเพราะว่าได้งานประจำพอดี อยากจะรักษาตัว ไม่อยากให้เป็นภาระที่ทำงาน (เจ้านายก็ทักว่าท่าทางเพลียๆ นะ)
 
แต่ไม่ได้มีใครในครอบครัวตกใจกับผลการตรวจนัก ไม่ใช่ว่าไม่กลัวเบาหวาน แต่มันออกแนว "เออ ก็สมควร" เพราะเรากินเยอะมาก กินแหลก พิซซ่ากินคนเดียวทั้งถาดยังได้ บุฟเฟต์ก็ของโปรด กินเสร็จก็มานั่งๆ นอนๆ ทำงาน เล่นเกม
 
ช่วงหนีน้ำท่วมก็กินแต่ของอุดมแคลอรีกับโคเลสเตอรอล ประกอบกับความเครียด (สติแตกจนปวดหัวเลยค่ะ) ในครอบครัวเราไม่มีใครเป็นเบาหวาน แต่ตาเราเป็น (หมอกับพยาบาลยังทักว่าข้ามรุ่นมาเลยเรอะ)
 
การใช้ชีวิตแบบผิดหลักสุขอนามัยมาหลายปี (กินแหลกไม่เป็นเวลา ขาดการออกกำลังกาย ตื่นมันซะบ่ายหรือเย็น) ประกอบกับแฟคเตอร์ต่างๆ ช่วงไปต่างจังหวัดนั่นล่ะมั้งที่ทำให้เมล็ด "ความเสี่ยง" ในตัวเรามันแตกหน่อบานเป็น "โรค" ขึ้นมาจนได้ ทั้งที่มีโอกาสแค่ 5-10% เองแท้ๆ (ทำไมเสี่ยงดวง ตรูดวงไม่ดีแบบนี้บ้าง)
 
หมอก็คนเดิมที่เคยรักษาเลือดจางแหละ มีประวัติอยู่แล้ว เริ่มแรกหมอให้ยาก่อนอาหาร Gliclazide เป็นยาที่จะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน (จนปัจจุบันก็ยังสงสัยว่าโดนหลอกกินค่ายาตัวนี้รึเปล่า ในเมื่อเบาหวานแบบที่ 1 มันแทบหวังพึ่งอินซูลินธรรมชาติไม่ได้อยู่แล้ว) , ยาหลังอาหาร metformin (ยาตัวนี้ผลข้างเคียงเยอะ ปัจจุบันงดไปแล้วค่ะ) และยาลดไขมันในเส้นเลือด
 
หมอให้ลองยากินก่อนค่ะ แต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะคิดว่ามียาแล้วนี่ ยังเอนจอยอีตติ้ง กินช็อคโกแลต ไอติมต่อไปอย่างสนุกปาก ยังไงยาก็เอาอยู่วววววววววว ให้เลิกกินของหวานกินขนมเรอะ ไม่มีทาง โลกนี้มีของอร่อยมากมายที่ฉันยังไม่ได้กินนะ!
 
ตอนทำงานมีง่วงก็อมลูกอมกระจายเลยทีเดียว และแน่นอน วิ่งเข้าห้องน้ำที่ทำงานทั้งวัน กรั่ก ฉี่แตกฟองกันทั้งวัน  คือน้ำตาลสูงแบบ 400+ ขึ้นไปเนี่ย จะกระหายน้ำมาก ฉี่บ่อยมาก ฉี่เป็นสีเหลืองเข้มและมีฟอง <- อีนี่ทำหลอนมาก มันไม่ใช่ฟองแบบตีน้ำแตกเป็นฟองแล้วหายไปนะ มันฟูมเหมือนฟองน้ำลายอ้ะ เท่านั้นไม่พอ มันยังเหนียวเหนอะๆ เหมือนน้ำเชื่อมเจือจาง เพราะแบบนี้โรคนี้จึงมีชื่อว่า "(ถ่าย) เบา (ออกมามีรส) หวาน" ไงล่ะ (ใครชิมวะว่ามันหวาน)
 
ทุกครั้งที่ไปหาหมอและชั่งน้ำหนัก พบว่ามันลดลงไป 1-2 กก. ทุกครั้ง หมอนัดเฉลี่ยสัปดาห์นึงหรือสองสัปดาห์ทีนึงค่ะ แลดูเป็นเรื่องดีนะที่แดกห่ะเท่าไหร่ก็มีแต่ผอมลงๆ กร๊ากกกกกกกกกก
 
อาการเป็นยังไงน่ะเหรอคะ.........ต้องขอบอกว่าความรู้สึกแย่มาก ตื่นมาก็หมดเรี่ยวแรง แค่นั่งทำงานเฉยๆ ยังไม่มีอารมณ์เลย เหนื่อยไปหมด เห็นบันไดทีเหมือนเห็นทางขึ้นสวรรค์ทีเดียว (ขึ้นสวรรค์ในความหมายตรงตัวนะ) หมอสั่งให้ออกกำลังกาย แค่เดินยังจะตายแล้ว เลยทำได้ไม่สม่ำเสมอเท่าไหร่ เพราะมันพาลขี้เกียจไปหมด มันไม่ใช่อาการเหนื่อยหรือเพลียเพราะใช้แรงมากๆ นะ มันยิ่งกว่านั้นอีกอ่ะ จะพักนานแค่ไหนแรงก็ไม่กลับมา มันเหมือนเครื่องยนต์ที่ไม่มีน้ำมันมาแต่แรกแล้ว........
 
การรักษาด้วยการกินยาอย่างเดียวเป็นไปสองเดือน แน่นอนว่ามันไม่ได้ผลเพราะคนป่วยทำตัวไม่ดี กร๊าก
 
จนหมอถาม "จะฉีดอินซูลินมั้ย"
 
ตัวเราในตอนนั้นยังไม่รู้อะไรเอาเสียเลย...........จึงรีบพยักหน้าทันทีด้วยความหวังว่าพอฉีดแล้วจะกลับมาเอนจอยอีตติ้งได้อีกครั้ง และเข้าล็อคพอดีด้วย อยากฉีดอยู่แล้ว
 
แต่เราก็ได้มารู้ในภายหลัง....ว่าวันที่เราจะเอนจอยอีตติ้งกับของหวานได้ มันจบไปนานแล้วล่ะค่ะ........
 
ก็เข้า รพ.ไปวันนึงเพื่อให้หมอดูว่าควรจะใช้อินซูลินขนาดเท่าไหร่ ก็ต้องฉีดตอนเช้า 36 ยูนิต ตอนเย็น 20 ยูนิต (ถ้าในคนป่วยอายุเยอะๆ ที่ป่วยเป็นเบาหวานแบบที่ 2 เขาฉีดกันเริ่มที่ 1-2 ยูนิตเอง)
 
ใช่ค่ะ "ฉีด" ไม่ใช่กิน เพราะฮอร์โมนเป็นโปรตีนประเภทหนึ่ง ถ้ากินเข้าไปจะถูกน้ำย่อยกระเพาะย่อยซะก่อน จึงต้องฉีดเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
 
อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงจิ้นกันกระเจิงไปแล้วว่ามันต้องน่ากลัวมั่กส์แน่ๆ ไม่น่ากลัวหรอกถ้าใช้เข็มฉีดแบบปากกา หน้าตาประมาณนี้
 
 
 
นางแบบเจ้าของพุงไม่ได้เป็นเบาหวานหรอกเชื่อดิ หุ่นดีเกิน แต่คนเป็นเบาหวานไม่จำเป็นต้องอ้วนค่ะ เบาหวานประเภทที่ 1 แบบเราก็จะผอม เพราะน้ำหนักลดเนื่องจากร่างกายเอาน้ำตาลไปใช้ไมไ่ด้ เลยดึงโปรตีนกับไขมันในร่างกายไปใช้แทน ทำให้มวลร่างกายลดลง คนผอมๆ นี่ยิ่งน่ากลัวนะ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นเบาหวานแฝงรึเปล่า
 
แพงหน่อย แต่เสียวน้อย เจ็บน้อย และใช้งานได้นานกว่ากระบอกปกติจม ใครอยากเสียวกว่านี้หาดูวีดีโอสาธิตการฉีดบนยูตูบได้
 
ฉีดได้หลายที่ ทั้งแขน ขา หรือหน้าท้อง แต่ส่วนมากจะฉีดหน้าท้องกันเพราะผู้ป่วยเบาหวานต้องออกกำลังกาย ส่วนไหนที่ขยับมากๆ ก็ไม่ควรฉีดค่ะ แถมฉีดซ้ำจุดเดิมก็ไม่ได้ เปลี่ยนที่บ่อยๆ ก็ไมไ่ด้ เช่น ฉีดหน้าท้องก็ต้องฉีดไปสักพักสัก 1-2 สัปดาห์ค่อยย้าย แถมฉีดนานๆ เข้าจะเกิดไตแข็งๆ อีก
 
ที่สำคัญการฉีดต้องให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันเป๊ะทุกวัน เช่น เคยฉีดช่วง 7.30 น. ก็ต้องฉีดในเวลา 7.00 - 8.00 น. ทุกวัน ฉีดแล้วก็ต้องรีบกินอาหารทันทีสำหรับคนคุมน้ำตาลได้ดีๆ ไม่งั้นจะเกิดอาการวูบได้
 
โดยธรรมชาติแล้วตับอ่อนจะสร้างอินซูลินออกมาตามอาหารที่เรากินเข้าไป ปริมาณอินซูลินมันเลยจะไม่คงที่แบบที่เราฉีดเข้าไปหรอกค่ะ กราฟก็ประมาณนี้ 
 
 
นั่นก็คือเวลาที่กลูโคสในร่างกายสูง ร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมามากขึ้นเพื่อปรับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลนั่นเองค่ะ
 
เวลาที่มีการออกแรงหนักๆ เช่น การออกกำลังกาย ร่างกายก็จะลดการหลั่งอินซูลินลง แต่สำหรับเรามันไม่ใช่แบบนั้น ฉีดไปเท่าไหร่มันก็มีเท่านั้นแหละ เลยออกกำลังกายหนักมากๆ ไม่ได้....จะกินมากแค่ไหน อินซูลินในตัวก็เท่าเดิมค่ะ.....
 
ดังนั้นจึงต้องมีการ "คุมอาหาร" ไงล่ะ..................
 
 
entry หน้าจะเขียนถึงเส้นทางอินซูลินที่ยากลำบากเลือดตากระเด็นค่ะ....

Comment

Comment:

Tweet

อืม คงต้องคุมอาหารจริงๆ แล้วล่ะเนอะ
แต่โดนเข็มจิ้มบ่อยๆ ก็แอบเสียวแทนเหมือนกันนะsad smile
ออกำลังกายประเภทโยคะน่าจะพอไหวเนอะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้จ้าcry

#2 By wanako_chan on 2012-03-21 21:56

เป็นกำลังใจให้นะ พยายามดูแลตัวเองด้วย ผมเป็นห่วง

#1 By nangsrida (223.205.177.41) on 2012-03-19 11:23