มีคนถามในเอนทรี่ที่แล้วว่าไอ้อาการน้ำตาลต่ำ หรือที่เราเรียกว่าวูบมันเป็นยังไง แล้ววูบตอนนอนได้ด้วยเหรอ
 
ร่างกายคนเราใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลาค่ะ จนกว่าจะตายนั่นแหละ มีการเผาผลาญกลูโคสตลอดเวลา
 
ทีนี้อินซูลินที่ฉีดเข้าไปเอง มันจะมีช่วงเวลาที่มันจะทำงานพีคถึงขีดสุดของมันอยู่ขึ้นกับชนิดอินซูลินที่ฉีดค่ะ เราใช้แบบผสม ฉีดสองเวลา
 
อาการน้ำตาลต่ำมันจะรู้ได้เองอ่ะ ที่เราเป็นคือตัวจะเย็น หัวใจเต้นแรง มือไม้สั่น หิวมากขนาดกินช้างได้ทั้งตัว นอนหลับไปแล้วก็จะสะดุ้งตื่น คือร่างกายกำลังตื่นตระหนกจะหาพลังงานเข้าร่างกายไง วิธีรับมือก็กินลูกอมหรือจิบน้ำผลไม้แล้วอยู่เฉยๆ ถ้าน้ำตาลพอเพียงแล้วก็จะหายได้เอง วูบแค่ช่วงพีคๆ แหละ แต่ถ้ากินอาหารเพียงพอก็ไม่เป็นไรนะ
 
ถ้ามันบ่อยหรือถี่มากจริงๆ ก็ต้องลดปริมาณอินซูลินที่ใช้ลงค่ะ จะปรับทีก็ต้องมีปรึกษาหมอ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
เอนทรี่นี้ยาวหน่อยนะคะ ตอนจบแล้ว
 
ต่อจากภาค 3 ที่ตัดสินใจจะลดยา ไม่ใช่แค่อินซูลินอย่างเดียวนะ แต่เราบอกหมอด้วยว่าท้องอืด คือ แบบนั่งทำงานมันอึดอัดมาก ต้องแอบไปปล่อยในห้องน้ำบ่อยๆ - - หมอเลยสั่งงดยาหลังอาหารไปด้วย ยา metformin ที่เคยพูดถึงในภาคสองแหละค่ะ หมอบอกว่าอย่าตกใจนะถ้าตอนเช้าจะตื่นมาน้ำตาลสูงบ้าง เพราะยานี้มันจะไปยับยั้งให้ตับหลั่งกลูโคสน้อยลง ซึ่งเวลาเรานอนเนี่ย ยามร่างกายหมดพลังงานแล้ว ตับมันก็จะหลั่งกลูโคสออกมาเป็นพลังงานใช้ตอนนอน
 
ทว่ามารู้สาเหตุในภายหลังว่าสาเหตุที่ท้องอืดไม่ใช่เพราะยาอย่างเดียว กร๊าก
 
มันคือพวกนี้
 
 
 
 
เคี้ยวตอนทำงานเยี่ยงกรอกเมล็ดถั่วใส่เครื่องบดทีเดียว เป็นคนตะกละมาก กินได้ตลอดเวลา ไม่ชอบอยู่ปากว่าง แล้วเราดันเป็นพวกกลืนหมากฝรั่ง (บอกใครๆ คนฟังต่างทำหน้าช็อกตะลึงโลกมาก กินแบบนี้มาตั้งแต่เด็กนะ ก็ไม่ได้เป็นไร) กินวันนึงไม่ใช่น้อยๆ ค่ะ แบบว่าไซลิทอลหมดกระปุก โอเล่ก็วันละ 4 แพ็ค จนนึกสงสัยขึ้นมาเลยลองไปเสิร์ชหาในเน็ตดู พบว่าพวกสารให้ความหวานที่ชื่อลงท้ายด้วย "-อล" ทั้งหลายน่ะ ร่างกายย่อยไม่ได้ แต่แบคทีเรียที่ลำไส้ใหญ่มันย่อยได้ พอย่อยแล้วจะได้แก๊ส เลยทำให้ท้องอืดแถมแสบๆ เสียดๆ ไส้ ขยับตัวก็ไม่ได้ จี๊ดท้องมาก พอเราเลิกกินของพวกนี้ก็หายเลย 5555 คิดว่าตอนนี้ลำไส้คงกำลังฟื้นตัว เพราะเคยกินเข้าไปเม็ดเดียวยังปวดจี๊ดๆ...
 
ขอโทษผักและดอกกะหล่ำสุดที่รักที่เคยโทษว่าเป็นความผิดของพวกเธอ จุ๊ฟๆ
 
คือ กินได้นะคะ ใครที่ชื่นชอบลูกอมหรือหมากฝรั่ง ลองซื้อแบบไม่มีน้ำตาลมากินดีกว่า แต่ราคาก็จะแพงขึ้นมาหน่อย โดยเฉพาะไซลิทอลนั้นมีประโยชน์มากถ้ากินอย่าง "ถูกวิธี" และ "พอประมาณ" ค่ะ อ่านเอาเอง :P
 
 
หลังช็อกกับพุงและทำใจได้แล้ว เราก็ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะลดพุงให้ได้ ลงทุนซิทอัพ ซื้อเครื่องออกกำลังกายมา ซิทเช้า 300 ครั้ง เย็น 300 ครั้ง (ใช้เครื่องโททัลคอร์ของทีวีไดเรคต์อ่ะ) แถมลงทุนซื้อเครื่องคาร์ดิโอทวิสเตอร์มาอีก บริหารทุกวัน วันธรรมดาก็ 30 นาที เสาร์อาทิตย์ก็จัดหนักหน่อย เดินไว ปั่นจักรยาน แล้วก็มาโยกเครื่องนี้ เมื่อยขาก็พักไปซิทอัพบ้าง ปัจจุบันมันก็ไม่ยอมลงซะที แต่ก็ไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ (พยายามหนีความจริงด้วยการไม่ค่อยชั่ง 555555) ปัจจุบันงดซิทอัพไปก่อนแล้ว ถ้าไม่ลดไขมันให้ลงก่อน ยิ่งซิท กล้ามเนื้อยิ่งโต มันจะยิ่งพุงใหญ่กว่าเดิม
 
อินซูลินลดจาก 36-20 เหลือ 20-10  เลิกกินยาหลังอาหาร พยายามลดข้าว เพิ่มผักกับผลไม้เอา ข้าวก็เอาปิ่นโตไปกิน ไม่กินข้างนอกแล้ว เพราะไม่รู้เขาใส่น้ำตาล ผงชูรสมากมายแค่ไหนหอมเป็นอีบ้าหอบฟางทุกวัน บางทีก็หงุดหงิดตัวเอง สมัยเรียนก็บ้าหอบฟาง ทำงานก็ยังต้องหอบ เบื่อ
 
ขนมถุงก็เลิกกินค่ะ ถ้าคุณลองดูปริมาณแคลอรีขนมถุงเทียบกับโยเกิตหรือผลไม้แล้วจะช็อกมาก (โดยเฉพาะพวกช็อคโกแลตเล็กๆ แท่งละ 5 บาทอ่ะตัวดี) ยิ่งเปิดตารางการใช้แคลอรีด้วยจะยิ่งช็อกมากขึ้นอีกว่าวันๆ นึงใช้กันน้อยเหลือเกิน ไม่สมกับที่กินไปเลย
 
หัวใจการลดน้ำหนักก็คือ "กินให้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ไป" และหนทางที่จะเผาพลังงานให้ได้เยอะก็คือการออกกำลังกายนั่นเอง ยิ่งใช้กล้ามเนื้อเยอะก็ยิ่งเผาผลาญเยอะ ก็เอาหลักตรงนี้มาปรับการกิน พยายามกินแต่ของแคลอรีต่ำ ทาโร่ก็ไม่กินค่ะ เห็นบอกไม่มีไขมันๆๆ แต่ปริมาณคาร์โบไฮเดรตก็พอๆ กับขนมปัง 1 แผ่น แถมปริมาณโซเดียมเยอะมากกกกกกกกกกกก แล้วแต่รสค่ะ ลองพลิกๆ ฉลากด้านหลังดูได้ ซึ่งเราต้องเลี่ยงโซเดียมหรืออาหารปรุงรส เพราะกลัวได้โรคไตแถม....แค่มันกรองน้ำตาลก็หนักพอแล้ว โยเกิตยังพอหยวนได้ แคลอรีต่ำอยู่ (ถ้าเทียบกับขนมพวกนี้)
 
และควรแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ ซอยกินหลายๆ มื้อ (ไม่ใ่ชกินจุกจิกนะ) 3-6 มื้อต่อวัน เราก็มีแทรกมื้อว่างไปตอน 3 โมงเย็นกับ 5 โมงเย็นบ้าง เพื่อมื้อเย็นจะได้ไม่หิวโฮก มื้อเย็นก็กินแก้วมังกร ผัก ปลาทำนองนี้ค่ะ ไม่อิ่มก็ยัดน้ำใบย่านางเอา (แม่ช่างสรรหาสูตรมาทำให้ ตอนแรกคั้นมาแบบไม่ผสมใบเตยนี่เหม็นเขียวมาก พอผสมใบเตยไปด้วยแล้วค่อยยังชั่ว)
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ผลเหรอคะ....
 
จะเหลืออะไรคะ น้ำตาลทะลุโลกแทบทุกวัน Orz
 
เราทั้งงง ทั้งมึน ทำไมล่ะ ก็กินแต่พวกอาหารผัก ของหวานก็ไม่แตะ ทำไมมันยังทะลุอยู่อีก
 
แต่มีวันนึงที่ลุงเรามาบ้าน วันนั้นแม่หุงข้าวขาวที่มันมีเปลือกแดงๆ ติดนิดๆ อ่ะ (ทุกทีกินข้าวกล้องมั่ง ข้าวขาวผสมข้าวกล้องมั่ง) ไมไ่ด้หุงข้าวกล้องเพิ่ม วันนั้นเลยกินข้าวนิดเดียวแถมงาน
 
ทำงานกลับบ้านไปวัดน้ำตาลได้ 108 งงมาก มันเป็นไปได้ไง ทะลุ 2-300 แทบทุกวัน ช่วงลดยาแรกๆ ยังงกแผ่นวัดน้ำตาลค่ะ วัดแค่ตื่นนอน กลับบ้าน ก่อนนอน
 
พอบ่นๆ เรื่องนี้ลงทวิตเตอร์ก็ได้รับคำแนะนำจากคุณหมออิฐ ต้องขอขอบคุณไว้ในที่นี้ด้วย ไม่งั้นเราคงโง่ต่อไป 555 โดยสรุปก็คือ
 
- สำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 แบบเรา ควรวัดน้ำตาลตื่นนอน หลังอาหาร และก่อนนอน ที่เราวัดก็ตื่นนอน ก่อนมื้อเที่ยง (ช่วงเช้าจะไม่ค่อยวัดค่ะ เพราะช่วงเช้าร่างกายเผาผลาญเต็มที่ ไม่เคยน้ำตาลทะลุเว้นแต่ยัดโฮกเกิน) อันนี้อ่านจากคู่มือเครื่องวัดน้ำตาลเอา หลังอาหาร 2 ชั่วโมงไม่เคยเกิน 180 mg/dl แต่จากที่ถามๆ คุณอิฐบอกว่าควรจะ 160 นี่กำลังดีและไม่ยากจนเกินไป  อ่านบนเว็บนี่ 140 เลย (โฮ้ย)
- เฉลี่ยวันนึงก็ 4-5 ครั้ง อาจมากกว่านั้นได้ถ้าคาใจ
- คนเบาหวานกินมื้อใหญ่ไม่ได้ค่ะ มันต้องแบ่งอาหารออกเป็นหมวดให้พลังงานกับไม่ให้พลังงาน ซึ่งในหมวดให้พลังงานต้องถัวเฉลี่ยให้อยู่ในโควต้าที่จำกัดไว้ สมมุติอยากกินผลไม้ด้วย ต้องลดข้าวลง อะไรทำนองนี้ค่ะ
- เพื่อป้องกันไม่ให้แต่ละมื้อหิวโฮกจนเกินไป จึงควรซอยมืออาหารเป็น 3-6 ต่อวัน ไม่ใช่กินจุกจิกนะ กินมื้อเล็กๆ เอา แต่บ่อยหน่อย กระตุ้นระบบเผาผลาญไปในตัว ขนมปังแบบไม้ผสมอะไรสักแผ่น หรือผลไม้
- เพราะฉะนั้นเลยต้องเน้นกินอาหารมีไฟเบอร์เข้าไว้ เพื่อจะได้ "อยู่ท้อง" และ "อิ่มนาน" ถ้าอยากกินเยอะๆ ให้หนักท้องต้องกินของแคลอรีต่ำ (จะได้ไม่อ้วน และแตกตัวได้น้ำตาลไม่เยอะด้วย) ค่ะ ซึ่งคือ "ผัก" นั่นเอง
- ผักบางชนิดก็ต้องจำกัด เช่น แครอทหรือฟักทอง เพราะมีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณพอสมควร ถ้าพวกผักใบเขียว สามารถยัดได้ไม่อั้น
- ผลไม้ก็โดนจำกัดปริมาณค่ะ กินครั้งนึงได้ไม่เยอะนัก ขึ้นกับปริมาณน้ำตาลในผลไม้แต่ละชนิด น้ำผลไม้ฟาล์วไปเลย เพราะอาหารในรูปของเหลวจะดูดซึมไว กินแล้วน้ำตาลเข้าเลือดไว ต้องกินในรูปของแข็งแบบสดๆ จะดีที่สุด
- อยากกินหวานต้องใช้น้ำตาลเทียม กินมากก็ไม่ดีอีก น่ำตาลเทียมมีหลายตัวและหลายยี่ห้อ
- เฉาก๊วยยังพอกินเล่นได้อยู่ แคลอรีต่ำ ถึงมีแป้งผสมบ้างก็ในปริมาณน้อย แถมเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็นด้วย อยากกินหวานๆ ก็ใส่น้ำตาลเทียมแล้วผสมน้ำเอา
- จดไว้ว่าแต่ละช่วงเวลากินอะไร ปริมาณเท่าไหร่ วันนึงฉีดยาแค่ไหน เพื่อจะได้ปรับปริมาณการกินให้ถูก
- ฉีดยาเท่าไหร่ขึ้นกับกิจกรรมที่เราทำในวันนั้นด้วย เช่น ถ้าจะออกกำลังกายหนักๆ ก็ต้องฉีดยาน้อยลงหน่อย แล้วก็ต้องฉีดให้พอดีกับปริมาณอาหารที่เรากินไปด้วยค่ะ ฉีดน้อยไปก็น้ำตาลระเบิดเต็มทุ่ง ฉีดมากก็อ้วน+วูบบ่อย
- เวลาฉีดยาและเวลากินข้าวต้องตรงตามตารางเป๊ะๆ บางทีอึดอัด ชีวิตโดนบีบคั้นมาก กลับบ้านมาทุ่มนึงก็ต้องรีบล่กๆๆๆๆ ออกกำลังกาย เพราะต้องฉีดยาช่วง 19.45 (เลทได้ไม่ควรเกินชั่วโมง) แล้วต้องรีบกินก่อนจะสองทุ่ม เพราะร่างกายมันจะเข้าสู่โหมดพักหลังสองทุ่ม การย่อยอาหารจะไม่ดีแล้ว บางทีเบื่ออออออออออออออออออออประเด็นนี้มาก นึกอยากลาออกมาเป็นนีทแบบเดิมหลายที ทุกอย่างต้องเป๊ะ ต้องคงที่ ต้องตามเวลา
- หมอสั่งให้ออกกำลังกายทุกวัน.........เพื่อลดไตรกลีเซอไรด์ตัวไม่ดี ซึ่งตัวนี้จะทำให้ร่างกายดื้ออินซูลิน และการออกกำลังกายทำให้ร่างกายตอบสนองอินซูลินได้ดีขึ้นยาวนาน 48 ชม. เลยทีเดียว
 
เราก็อาศัยความรู้ที่ได้มาทีละนิด วางแผนเอาชนะน้ำตาล พยายามจำลองสถานการณ์วันที่น้ำตาลคงที่ปาฏิหาริย์นั่น ปรับทั้งของที่กินและการกิน
 
- ขนมถุง น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ของหวาน งดหมด กินแค่ชิ้นสองชิ้นพอให้หายอยากในบางคราว....น้ำอัดลมนี่ถ้าจะกินต้องพวกไม่มีน้ำตาล แต่อ่านเอกสารวิจัยที่ไหนสักแห่ง น้ำอัดลมพวกไม่ใส่น้ำตาล กินแล้วก็เพิ่มไขมันเหมือนเดิม...
- เครื่องดื่มเปลี่ยนมากินเพื่อสุขภาพมากๆ แม่คั้นน้ำใบย่านางให้กินกับโกโก้ผง ไม่ใ่ชแบบสำเร็จนะ ซื้อแบบผงมาชงเอง ใส่น้ำตาลเทียมอย่างเดียว ที่ทำงานก็พกน้ำขิงไม่มีน้ำตาลไปกิน ยิ่งน้ำขิงร้อนๆ นี่กินแล้วแก้หิวได้ ส่วนตัวชอบของ Ranong Tea กินแล้วรุสึกอิ่ม แถมประหยัด ห่อนึงชงได้ 2-3 รอบ
- จะกินนมก็ต้องกินแบบไม่มีไขมัน ตอนนี้สนอยากกินพวกแอนลีนหรือเครื่องดื่มธัญพืชมากกว่าซะอีก เพราะน้ำตาลไม่มากเท่านมสด
- ข้าวก็กินข้าวกล้องล้วนเลยค่ะ ก็อร่อยดีนะ กรุบๆ เห็นหลายคนบ่นแข็ง เราว่ามันก็ไม่ได้แข็งอย่างที่คิด (หรือเพราะเรากินข้าวหอมมะลิสุรินทร์? =w=) เคยลองทดสอบด้วยข้าวขาวและข้าวกล้องปกติ ข้าวขาวทำเอาน้ำตาลระเบิด Orz แถมท้องร้องไวมาก
- เน้นผักมากขึ้น ในเมื่อต้องคุมอาหารแล้วไม่อิ่ม หนทางเดียวของเราก็คือหาของอะไรก็ได้ที่แคลอรีไม่สูง น้ำตาลน้อยมายัดๆ อัดๆๆๆๆๆ มันก็เหลือแค่ผัก...เท่าที่สังเกตดู หากมื้อไหนกินโฮกเยอะหน่อย แต่ถ้ามีผักตามไปด้วย น้ำตาลจะไม่ทะลุเลยค่ะ แม่นึ่งให้กินทุกวัน เป็นหม้อ ตอนนี้เลยเห็นผักเป็นเหมือนขนมไปแล้ว 555555555
- ขนมปังกินได้อยู่ แต่ต้องกินน้อยๆ เพราะขนมปังแคลอรีสูงมาก 1 แผ่นให้พลังงานพอๆ กับข้าว 1 ทัพพี แล้วก็จะกินแต่ขนมปังเปล่าๆ ที่ไม่สอดไส้ ไม่แต่งรส ก็พวกโฮลวีต มัลติเกรนอะไรเทือกนั้น กินช่วงมื้อว่าง แผ่นเดียวให้พอหายอยาก
- ลดคาร์โบไฮเดรต เพิ่มผักหรือโปรตีนเข้าไปแทน  ข้าวกินน้อยลง ตอนเช้าจะกินแก้วมังกรครึ่งลูก ข้าวแค่ถ้วยเล็กๆ แล้วก็กับ โปรตีนส่วนมากจะกินแต่ปลาค่ะ เพราะไขมันน้อย
- อาหารพวกทอด ผัด พยายามไม่กินมาก ผัดผักก็ใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันดอกคาโนล่าผสมทานตะวันเลยค่ะ (ทุ่มทุนจัง....) ทอดนี่แทบไม่แตะแล้ว ปลาก็อบหรือนึ่งเอาแทนการทอด เกลือก็ไม่ทา
- เม็ดแมงลักคือเพื่อนยากระหว่างมื้อ
- ของหวาน? กินด๊ายยยยย เรามีวิธีเอ็นจอยในแบบของเรา ไอ้แพดเดิ้ลป๊อป 15 บาทที่เป็นเม็ดๆ อันนั้นกินได้เพราะใช้น้ำตาลเทียม ไขมันกับน้ำตาลก็น้อย เถ้าแก่น้อยสลิมก็กินได้ นมเปรี้ยวสูตรน้ำตาลต่ำ โยเกิตสูตรไขมัน 0  เฉาก๊วยก็กินได้ แคลอรีน้อยด้วยแต่ต้องกินเปล่าหรือใส่น้ำตาลเทียมแล้วคลุกน้ำเปล่าเอา
 
นี่ขนาดสรุป........55555555 พอแค่นี้ก่อนดีกว่า
.
.
.
.
.
.
.
.
ตอนเป็นใหม่ๆ หมอบอกว่า "ห้ามคิดนะว่าทำไมต้องเป็นเรา ทำใจยอมรับมันให้ได้"
 
อืม นั่นสิ ทำไมต้องเป็นเรา ส่วนมากถ้าเป็นเบาหวานที่ภาวะโภชนาการแย่จะเป็นประเภทที่ 2
 
แต่ของเรามันเกิดจากตับอ่อนเสียหาย ซึ่งคาดกันว่าเป็นภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง แต่จริงๆ แล้วสาเหตุยังไม่แน่ชัดด้วยซ้ำค่ะ
 
ตอนอารมณ์ดีๆ ก็ไม่คิดมากหรอกค่ะ ออกแนวปลงได้ละ แต่พอเฟลๆ คุมน้ำตาลไม่อยู่ ตบะแตกหรือเครียดเรื่องไม่มีเวลามันก็จะมานั่งเฟล ทำไมถึงเป็นเราๆๆๆๆๆ ทำไมคนอื่นกินเยอะกว่านี้ ทำตัวผิดสุขอนามัยกว่านี้ ทำไมเขาไม่เป็นไร
 
นั่นดิ ทำไมต้องเรา ทำไม ไม่เข้าใจ
 
ภาวะโภชนาการอาจไม่เกี่ยวโดยตรง แต่ถ้าเราดูแลตัวเองดีๆ มาแต่แรกมันคงไม่เป็นแบบนี้แน่ ทุกวันนี้เสียใจ เสียใจมาก.....ที่สุดของที่สุด มาดูแลตัวเองเมื่อสาย และมันจะยุ่งยากแบบนี้ไปเรื่อยจนกว่าเราจะตายแหละ
 
ทำไมลดน้ำหนักแล้วแม่งลงยากลงเย็นนัก....ทั้งที่กินผักเยอะขึ้น แป้งน้อยลง ของหวานงด กินถูกโภชนาการกว่าสมัยนีทอีก....หรือเพราะตอนนีทมันกินวันละมื้อฟะ....ตอนนี้ก็พยายามอยู่นะ หลายคนช่วยกันปลอบว่าร่างกายมันกำลังปรับตัวก็งี้แหละ แต่ นน. ดูจะเพิ่มทุกครั้งที่ไปหาหมอ แบบนี้ปลายปีทะลุร้อยกิโลแน่ๆ -_-' บางทีหงุดหงิดๆ เลิกสน ปล่อยม่าง อยากร้อยก็ร้อยเหอะ ถ้ากินแต่ผักแล้วยังจะอ้วนล่ะก็....ลดคาร์โบไฮเดรตมากไปก็ไม่ดี ทำสมองเสื่อมอีก ตอนนี้เลยปลงๆ ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ตอนเป็นนีทกินวันละมื้อ เปลี่ยนมาเป็นสามมื้อมันต้องมีปรับตัวบ้างล่ะนะ แต่ที่เห็นได้ชัดคือ อุจจาระ (.....) ถ่ายง่ายขึ้นมว้าก สมัยนีทกินแต่เนื้อ ผักไม่ค่อยกิน เบ่งทีก้นแทบทะลุ 5555555
 
น้ำตาลขึ้นก็หงุดหงิด เหวี่ยงไปทั่ว คนในครอบครัวโดนหมดแล้ว พอออกกำลังกาย ฉีดยา น้ำตาลลดก็มานึกในใจว่าไม่น่าทำเลยว่ะ.......แต่มันคุมอารมณ์ยากมากจริงๆ
 
ระบบเผาผลาญ การควบคุมน้ำตาล ความดันอะไรต่างๆ ก็ด้อยไม่เหมือนคนปกติแล้ว ทำใจรัวส์ๆ
ของกินตอนนี้ก็เริ่มชิน+คุมตบะได้มากกว่าเมื่อก่อนแล้ว แตกบ้างบางครั้ง ผักกลายเป็นของขบเคี้ยว เดี๋ยวนี้เห็นผักแล้วตาวาวยิ่งกว่าเห็นขนมอีก (ฮา) ใครจะชวนดิฉันไปกินข้าวข้างนอก กรุณาเลือกสถานที่ที่มีบุฟเฟต์สลัดหรือกินผักได้ไม่อั้นจะดีมาก ฮี่ๆ
 
หากถามว่าเราอยากขออะไรมากที่สุดตอนนี้ จะตอบทันทีเลยว่า "ขอกลับไปมีสุขภาพดีเหมือนเดิม"
 
แต่คำขอนี้มันไม่มีวันเป็นจริงได้ นอกจากตายแล้วเกิดใหม่หรือย้อนเวลาไปเท่านั้น ทุกครั้งที่ไป รพ. พยาบาลมักถามว่า "มีโรคประจำตัวอะไรมั้ยคะ" เราจะตอบกลับประจำเพราะความชินปากว่า "ไม่มีค่ะ" แต่ทุกวันนี้ต้องคอยเตือนตัวเองให้ตอบว่า "เบาหวาน" แบบว่าเข้าใจอารมณ์คนที่ยอมเสียเงินลงทุนกับอาหารเสริมมากๆๆๆๆๆๆ อะไรที่เขาว่าดี กินแล้วหาย มันเหมือนเป็นแสงความหวังหมดล่ะค่ะ (แต่เราไม่ได้ซื้อนะ ฮ่า)
 
 
ทุกวันนี้อิจฉาคนที่เล่นกีฬาหนักๆ กันได้ กว่าเราจะฟื้นตัวไปทำแบบนั้นได้บ้างคงอีกนานเลยแหละ สนใจศึกษาเรื่องการออกกำลังกายมากขึ้น ก็หาอ่านข้อมูลตามเน็ตบ้าง และพบว่าคนที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 1 แบบเดียวกับเราแล้วเป็นนักกีฬาระดับโลกยังมีเลยค่ะ เพียงแต่ต้องดูแลตัวเองมากขึ้นและรู้ลิมิตของตัวเองเท่านั้น
 
ตอนนี้ความฝันเราเลยเปลี่ยนเป็น อยากฟิตตัวเองให้เยอะๆ เอาให้คนอื่นเห็นแล้วอุทานเลยว่า "ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยว่าเป็นเบาหวาน" กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ลองสูตร low-carb แล้วรู้สึกว่าลดมากไป สมองช้าลงชอบกล เอาแต่พอดีเนอะ ไม่กินให้มากก็พอแล้ว
 
นี่เลยเป็นสาเหตุให้เราเขียน entry นี้ขึ้นมาค่ะ...ไม่อยากให้คนที่ต้องรู้สึกแบบนี้เพิ่มขึ้น หาก entry นี้จะช่วยให้คนใส่ใจสุขภาพเพิ่มขึ้นแม้เพียงสักคนก็ดีใจมากแล้ว ร่างกายไม่มีอะไหล่ให้เปลี่ยนได้นะคะ ดูแลมันไว้ในตอนที่มีให้ดูแลดีกว่า
 
กินให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอดี ลดละอาหารที่แคลอรีสูงและเป็นผลเสียกับร่างกาย หมั่นออกกำลังกาย ง่ายๆ แค่นี้เอง ขอให้สุขภาพดี ปราศจากโรคภัยกันทั่วหน้าค่ะ
 

Comment

Comment:

Tweet

buy propecia - propecia buy

#12 By QqlUEioP (103.7.57.18|46.119.122.31) on 2013-02-26 00:56

พยายามเข้านะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ

#11 By gmc (103.7.57.18|203.147.5.218) on 2012-06-06 11:27

ขอบคุณสำหรับความรู้และอุทธาหรณ์ค่ะ (อ่านแล้วเริ่มหวั่นๆ เพราะปกติกินบ้าง ไม่กินบ้าง แต่วันนี้เพิ่งซัด Sizzler ไปเต็มเหนี่ยว...แต่ก็ผักเนอะ เนอะ เนอะ...?)

คุณเข้มแข็งมากค่ะ ถ้าเป็นเราคงทำใจยอมรับและปรับตัวขนาดนี้ไม่ได้แน่ๆ สู้ๆ นะคะ ขอให้ความฝันเป็นจริงค่ะ : )

#10 By PaperMonster (124.122.162.64) on 2012-04-01 01:23

เพิ่งมาแอบตามอ่าน ขอให้สู้นะฮะ
อ่านแล้วผมก็รู้สึกว่าตัวเองคงต้องลดอะไรทำนองนี้มั่งแล้วสิฮะ
วันๆซัดแต่น้ำอัดลม ขนมจุกจิก เฮ้อ
ยังไงก็สู้ๆนะฮะ Hot!

#9 By bios on 2012-03-30 21:39

บอกตรงๆ ว่าชื่นชมอ้อนมากที่ไม่มัวแต่โทษโชคชะตา แต่พยายามปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับมันอย่างเต็มที่ และยังใจดีเผื่อแผ่ความรู้ให้คนอื่นๆ ให้หันมาใส่ใจสุขภาพด้วย ขอเป็นกำลังใจให้อีกครั้งเน่อ

#8 By neooak on 2012-03-30 19:58

ตามอ่านมาอย่างเงียบๆตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนจบ
ขอให้คุณ Darkneon รักษาสุขภาพให้แข็งแรงไวๆ
เรื่องเบาหวาน บางคนมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆมันใก้นิดเดียว อยู่ที่พฤติกรรมคน

สู้ๆนะ!!!

#7 By watabo on 2012-03-29 23:43

ติดตามอ่านมาตั้งแต่ภาคแรก ได้อุทาหรณ์และความรู้เยอะมากๆ
สู้ๆ นะคะ ขอให้สุขภาพกลับมาดีคืนดีวัน \\\\></

#6 By est (110.77.244.142) on 2012-03-29 21:04

อ่านแล้วพูดอะไรไม่ออกนอกจาก สู้ๆนะคะ!!!!!

#5 By *~citrus~* on 2012-03-29 18:38

สู้ๆนะคะ Hot!

#4 By Orora&Shota on 2012-03-29 12:50

โม่ แจ็กพอตสุขภาพไปอีกคนหรือนี่orz!! เป็นไงบ้าง ไม่รู้ข่าวอะไรเลยในสองสามปี ยังไงก็ขอให้แข็งแรงขึ้นเร็วๆนะ Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณมากค่ะที่ตอบเรื่องที่สงสัย Hot! อยากให้หลาย ๆ คนได้เห็น

สู้ ๆ ค่ะ ขอให้พระอวยพรและคุ้มครองให้สุขภาพดีขึ้นนะคะ

#2 By D-faxtory on 2012-03-29 01:13

sad smile ขอบคุณมากครับ ผมหันมาใส่ใจการกินและออกกำลังกายเพิ่มเพราะ เอนทรี่นี้เลย สู้ ๆ ครับ ดาร์กซัง

#1 By Parkja (172.16.0.211, 180.183.143.155) on 2012-03-28 23:44