Marimite

ไม่มีเวลาเขียนเอนทรี่ใหม่ค่ะ...ขออัพแก้ขัดตาทัพไปก่อน อันนี้เป็นเรื่องสั้นที่แปลลงในชมรมวรรณศิลป์ของ lily-school.com ไปนานแล้ว ช่วงีน้พยายามเก็บเลเวลกับการแปล อยากแปลให้ดีกว่านี้...

เห็นภาพที่แทรกมาในภาค 4 ตอนที่ 3 เลยนึกถึงตอนนี้ อันนี้ยอมรับว่ายิ่งอ่านยิ่งมันส์ คานาโกะโซเพ้อ หล่อนจะเพ้อไปไหนฟร้าาาาาา และเราจะได้รู้แล้วค่ะว่าคานาโกะเจอยูมิครั้งแรกตอนไหน และเพราะเหตุอันใดจึงไม่ชอบโทโกะ

เป็นชอร์ตสตอรี่คั่นจากเล่มนี้

 

 

 

สำหรับคนที่อ่านแล้วยังนึกไม่ออก ไทม์ไลน์ของตอนนี้ จะอยู่ในช่วงปลายภาคฮารุนะคะ และเหตุการณ์ทะเลาะที่คานาโกะพูดถึงก็มาจากตอน 11-12 ของภาคฮารุนี่แหละ

- 光のつぼみ -

- Hikari no Tsubomi -

- ดอกตูมแห่งแสงสว่าง -

ตอนที่ฉันได้พบคนๆ นั้นครั้งแรก คือ ในวันที่มีพิธีต้อนรับนักเรียนใหม่

ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่ได้พบกับเธอในงานพิธีซะทีเดียว แต่เป็นในเช้านั้นเองที่ฉันเพียงแค่เฝ้ามองเธอจากข้างหลัง ขณะที่เธอกำลังยืนเหม่ออยู่ ณ ระเบียงชั้น 1 ของอาคารเรียน ม.ปลายเพียงลำพัง

เธอกำลังมองสิ่งต่างๆ ภายนอกผ่านทางหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่

ภาพของเธอที่ฉันได้เห็น ช่างงดงามราวบทกวี

ฉันมีลางสังหรณ์ว่าการได้พบเจอคนผู้นี้ จะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวพันมาถึงชีวิตของฉัน

ฉันได้รู้ชื่อของเธอในเวลาไม่นาน

ฟุคุซาวะ ยูมิ - Rosa Chinensis en Bouton - น้องสาวของ Rosa Chinensis ในพิธีต้อนรับนักเรียนใหม่ เธอได้ยืนเคียงข้าง Rosa Chinensis และคอยเป็นผู้ช่วยให้แก่พี่สาว แม้ว่าฉันจะเพิ่งมาเข้าเรียนที่ลิลเลียนในตอน ม.ปลายก็ตามที แต่ใช่ว่าฉันจะไม่รู้เลยว่าบาระซามะทั้ง 3 คนผู้อยู่ในจุดสูงสุดของยามะยูริไค รวมทั้งบรรดาน้องสาวที่ได้รับขนานนามว่าดอกตูมเหล่านั้นเป็นใครบ้าง แม้ไม่ต้องดิ้นรนหาข้อมูล แต่ฉันก็พอปะติดต่อจากบทสนทนาของเพื่อนร่วมห้องที่บังเอิญแว่วเข้าหูได้ ---- เพื่อนร่วมห้อง โดยเฉพาะรอบตัวของเหล่าผองเพื่อนที่น่าคบค้าสมาคมภายใต้การนำของมัตสึดะอิระ โทโกะ มักจะส่งเสียงเซ็งแซ่ได้อยู่ทุกเวลา

ไม่ว่าจะพากันเจี๊ยวจ๊าวยามแนะนำตัว หรือเวลาพอมีบาระซามะคนใดคนหนึ่งเดินผ่านระเบียงที่ทั้งห้องสามารถมองเห็นได้ ก็พากันร้องเสียงสูง เมื่อรู้ว่าจะมีการเช็คชื่อก็พากันตื่นตูม แถมยังทำกระทั่งอีเวนต์วินิจฉัยสุขภาพ พวกเธอเหล่านั้นไม่มีทางปล่อยนักเรียนที่สอบเข้ามาจากที่อื่นไว้เฉยๆ อยู่แล้ว และจะพากันประดาหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ

เริ่มจาก "ทานข้าวกล่องด้วยกันมั้ย" บ้างล่ะ

"ให้ฉันช่วยแนะนำวิธีท่องจำบทสวดมนต์มั้ย" บ้างล่ะ

หรือไม่ก็ "ไม่เข้าใจตรงไหน ก็ถามได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ" เป็นต้น

เนื่องด้วยฉันมีคติว่าจะไม่ซื้อของจากพวกแม่ค้าเร่ใจดี จึงตัดสินใจที่จะทำเมินพวกเธอไปซะ และมันก็ทำให้พวกนั้นผละออกจากเหยื่อไปอย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแล้วยังแถมคำพูด "เพราะโฮโซคาวะ คานาโกะซังเป็นคนแปลกๆ น่ะ" อันแสนรื่นหูมาให้อีกด้วย

ฉันเรียนในโรงเรียนสหของรัฐมาจนถึงชั้น ม.ต้น เหตุพ่อแม่หย่าร้างกันเพราะพ่อนอกใจนั้นทำให้เกิดบาดแผลใหญ่ในใจของฉัน ฉันคิดว่าขอแค่ไม่มีผู้ชาย จะให้เรียนที่ไหนก็ได้ จึงเลือกเรียน ม.ปลายที่โรงเรียนหญิงล้วน ส่วนเหตุที่ฉันหมายตาลิลเลียนที่ว่ากันว่าเข้ายากนักหนา ก็เพราะไม่ต้องการให้เพื่อนร่วมห้องในสมัย ม.ต้นดูถูกว่า "เพราะสอบตกจากโรงเรียนประจำจังหวัด เลยไปเข้าเอกชนแทน" นั่นเอง เพราะฉันเกลียดพวกเธอที่ทำตัวคลอเคลียกับผู้ชายชนิดที่ว่าแทบไม่ต่างจากผู้ชายซะเองเลย

สาเหตุที่ทำให้ฉันไม่สบอารมณ์กับคำพูดของมัตสึดะอิระ โทโกะที่มักใช้ชื่อตัวเองแทนสรรพนาม "ฉัน" และการทำเสียงเล็กเสียงน้อยเวลาพูดลงท้ายประโยค หรือแม้แต่การกระทำประหนึ่งว่าจะสร้างภาพพจน์ให้ตัวเองของเจ้าหล่อนนั้น คงเพราะว่าเธอทำให้ฉันนึกถึงอดีตเพื่อนร่วมห้องที่แคร์สายตาของพวกผู้ชายกว่าค่อนห้องเป็นแน่ เพราะฉะนั้นฉันจึงนึกสงสัยอยู่ว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันกับมัตสึดะอิระ โทโกะไม่สามารถลงรอยกันได้

หลังจากนั้นไม่นาน ฤดูฝนได้มาเยือน

เช้าวันหนึ่ง ตอนที่โดยสารรถประจำทางที่กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงเรียน ฉันไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้นั่งข้างๆ กับยูมิซามะ ตอนรออยู่ที่ป้ายรถฉันอาจไม่รู้สึกตัว แต่ดูเหมือนว่ายูมิซามะจะต่อแถวอยู่ถัดหลังจากฉันไปราวสองหรือสามคน ฉันขึ้นโดยสารรถ และจับจองที่นั่งคู่ด้านหลังสุดโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ไม่นานนัก ยูมิซามะก็เข้ามาพูดกับฉันว่า "ขอนั่งด้วยคนนะ" ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

 

 

 "สวัสดีค่ะ Rosa Chinensis en Bouton" ฉันรวบรวมความกล้าทักทายออกไป

"สวัสดีจ้ะ อากาศยังเหมือนเดิมเลยเนอะ" คาดว่าคงจะชินกับการมีคนทักทายแล้วกระมัง ยูมิซามะจึงทักทายตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่รู้เพราะเมฆครึ้มทำให้รู้สึกหดหู่หรืออย่างไร ถึงได้มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วถอนหายใจออกมานิดหนึ่ง

"เกลียดฝนเหรอคะ"

"ก็ไม่เชิงหรอก"

หลังพูดจบ ยูมิซามะก็ปั้นหน้ายิ้มแล้วเอ่ยต่อว่า

"ฉันไม่ชอบเวลาที่อากาศชื้นแล้วทำให้ผมชี้น่ะ"

ทั้งที่เป็นถึง Rosa Chinensis en Bouton แต่กลับไม่ถือตัวเลยสักนิดเดียว ฉันคิดว่านี่อาจเป็นความลับเบื้องหลังความดังของคนๆ นี้ก็เป็นได้

ตอนที่ยืนขึ้นเพื่อจะลงจากรถ ยูมิซามะมองฉันแล้วถามอย่างลุกลี้ลุกลนว่า "ใช่นักเรียนปี 3 รึเปล่าคะ" สงสัยเพราะตอนที่นั่งอยู่คงไม่ทันสังเกตว่าตัวฉันสูงกว่าที่คาดไว้ เลยทำให้คิดว่าฉันเป็นนักเรียนรุ่นพี่ไป

"ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันอยู่ปี 1"

ฉันหัวเราะออกมา แม้ปกติแล้วฉันไม่ชอบเวลาที่มีคนมาใส่ใจเรื่องความสูง แต่ในตอนนั้นกลับไม่รู้สึกแย่เลยแม้แต่น้อย

 

 

 หลังจากนั้น 2-3 วัน ฉันก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์แปลกประหลาด

เหตุเกิดที่ทางเดินด้านหน้าของมิลค์ฮอลล์ มัตสึดะอิระ โทโกะกับยูมิซามะกำลังมีปากเสียงกัน ไม่สิ ไม่ได้ทะเลาะ หากจะอธิบายให้ถูกแล้ว ต้องบอกว่ามัตสึดะอิระ โทโกะเป็นฝ่ายต่อว่ายูมิซามะอยู่ฝ่ายเดียวซะมากกว่า ฉันไม่รู้ว่าสองคนนั้นพูดเรื่องอะไรกันบ้าง รู้สึกเหมือนกับว่ามัตสึดะอิระ โทโกะกำลังไม่พอใจกับอะไรบางอย่าง แต่ยูมิซามะเองก็ไม่ได้ยอมถูกว่าอยู่ฝ่ายเดียว เธอจ้องตรงไปยังมัตสึดะอิระ โทโกะ รอให้คำพูดที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาหยุดลง จากนั้นจึงพูดออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

"เธอไม่มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันถึงขนาดนี้หรอกนะ"

งดงามเหลือเกิน

ริมฝีปากที่สั่นเทา สายตาอันแรงกล้า คนที่น่าจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมไร้การทะเลาะเบาะแว้งเช่นเธอกลับยืนหยัดขึ้นสู้โดยไม่หนี ภาพนั้นช่างน่าประทับใจและวิเศษเลิศเลอยิ่งนัก ความงดงามนั้นแทบจะเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการยอมเอาตัวเองเข้าปกป้องสิ่งสำคัญเลยทีเดียว

ฉันรู้สึกชิงชังมัตสึดะอิระ โทโกะที่พูดจาไล่ต้อนยูมิซามะ แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็นึกสงสารขึ้นมาเหมือนกัน

ในที่สุดฉันก็เข้าใจ

ฉันกับมัตสึดะอิระ โทโกะมีอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน เราทั้งคู่ต่างกำลังพยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนจากเงามืดครอบคลุมจิตใจที่ไม่อาจแม้กระทั่งยอมรับเข้ามา หรือขจัดมันออกไปได้

เงาเป็นสิ่งที่แสวงหาแสงสว่าง เพราะอย่างนั้นเงาภายในตัวของมัตสึดะอิระ โทโกะจึงรู้สึกไวต่อมันได้ง่ายเช่นกัน แต่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งที่แสงสว่างมีให้เห็นอยู่ตรงหน้า แทนที่จะเอื้อมมือออกไปไขว่คว้ามันมา กลับรัวคำพูดเสียดแทงเข้าใส่และยิ่งผลักไสตัวเองให้ถอยห่างออกมาอีก

แต่ว่าฉันจะไม่ทำพฤติกรรมโง่เขลาแบบนั้นหรอก หากหลงรักแสงสว่างเข้าแล้ว เราก็ต้องวิ่งเข้าไปหาด้วยตัวเองสิถึงจะถูก

ฤดูฝนผ่านพ้นไป ยูมิซามะก็ยิ่งส่องแสงเฉิดฉายมากขึ้น มีใครสักคนบอกว่าเพราะ Rosa Chinensis ที่ขาดเรียนไปพักหนึ่งได้กลับมาเรียนแล้ว แต่ฉันคิดเองเออเองไปคนเดียวว่าน่าจะเป็นเพราะเข้าฤดูที่ผมจะไม่ชี้แล้วมากกว่า

ยูมิซามะไม่ใช่คนที่พอขาดใครแล้วจะส่องแสงด้วยตัวเองไม่ได้ ยูมิซามะคือดวงอาทิตย์ ต้องสาดส่องด้วยตนเอง และจะต้องฉายแสงมายังดวงจันทร์เช่นพวกเรา

ในห้องอ่านหนังสือของหอสมุด ฉันเจอยูมิซามะกำลังยืนเขย่งพยายามเอื้อมมือหยิบหนังสือจากชั้นด้านบนอยู่

"เดี๋ยวฉันหยิบให้เองค่ะ"

ฉันหยิบออกมาอย่างง่ายดาย และมอบหนังสือให้แก่ยูมิซามะ ในเวลาแบบนี้ฉันรู้สึกว่าส่วนสูงที่สร้างความหนักใจให้เสมอ มันช่างมีประโยชน์ซะจริงๆ

"ขอบคุณมากนะคะ ตอนนี้บันไดมีคนใช้อยู่ทุกอันเลย ได้คุณช่วยไว้แท้ๆเชียวค่ะ"

ยูมิซามะเงยหน้าพูดกับฉัน

"ฉันอยู่ปี 1 ค่ะ"

ฉันแค่นหัวเราะออกมา

"อ๊ะ งั้นหรอกเหรอ"

"ค่ะ"

ยูมิซามะจำฉันที่เคยเจอหน้ากันแค่ตอนลงจากรถไม่ได้แม้เพียงนิด คนที่มีลักษณะตัวสูง ผมยาวเด่นและเป็นที่จดจำได้ในทันทีแบบฉันนั้น กลับหลุดไปจากความทรงจำของเธออย่างสิ้นเชิง แต่ไม่รู้ว่าทำไม ฉันจึงรู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก

"ถ้ามีหนังสือที่หยิบไม่ถึงอีกล่ะก็"

"งั้น ช่วยหยิบเล่มข้างๆ ให้หน่อยได้มั้ย?"

"ได้สิคะ"

หากหลังจากนี้ได้ทักทายพูดคุยกันมากขึ้น เธอคงจะจำได้ซะทีว่าฉันเป็นนักเรียนปี 1

วันไหนกันนะ ที่เธอจะจำชื่อของฉันได้

ฉันจะเฝ้ารอต่อไปอย่างอดทน

ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร

เพราะแม้กระทั่งรูปปั้นพระแม่มาเรียในทิวแถวต้นแปะก๊วยเอง คงยังจำหน้าตาและชื่อของนักเรียนทั้งโรงเรียนไม่ได้เหมือนกัน

 

====================================================

ไม่รู้คนอื่นเป็นกันมั้ยที่เวลาแปลแล้วอินตามอารมณ์ตัวละคร แปลอันนี้แบบว่ามีความสุขมาก เพ้อตามคานาโกะ (ฮา)

 

เฮ้อ คลานกลับมาตายต่อ...